ตับวาย’ เกิดจากอะไร ? รู้ทันก่อนลุกลามจนยากเกินควบคุม

02 มี.ค. 69  | ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
แชร์บทความ      

 

ตับวาย ภาวะอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อ “ตับ” ไม่สามารถทำหน้าที่สำคัญได้ตามปกติ ส่งผลให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ การทำความเข้าใจภาวะนี้อย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับภาวะตับวายให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่ความหมายของโรค สาเหตุเกิดจากอะไร อาการ การวินิจฉัย แนวทางการรักษา ตลอดจนวิธีป้องกัน เพื่อให้สามารถรับมือและดูแลสุขภาพตับได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว 

 

ตับวาย คืออะไร ส่งผลร้ายอย่างไรต่อร่างกาย ?

ตับ คืออวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในร่างกาย และเป็นอวัยวะสำคัญที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางการทำงานของระบบต่างๆ ทำหน้าที่เสมือนโรงงานที่คอยผลิตน้ำดี โปรตีน สะสมพลังงาน และรักษาสมดุลน้ำตาล รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ เพื่อให้ร่างกายดำเนินไปอย่างปกติ แต่หากตับไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจส่งผลร้ายเกิดเป็นภาวะอันตรายที่เรียกว่า “ตับวาย”

ตับวาย (Liver Failure) คือภาวะที่ตับสูญเสียความสามารถในการทำงานตามปกติ กระทั่งไม่สามารถกำจัดของเสียและสารพิษ สังเคราะห์โปรตีน ผลิตน้ำดี ควบคุมระดับน้ำตาล หรือควบคุมการแข็งตัวของเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาวะตับวายแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามระยะการดำเนินของโรค ดังนี้ 


  1. ตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) คือภาวะตับวายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ภายในเวลาไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ มักพบในคนที่เคยมีประวัติเป็นโรคตับมาก่อน 

  2. ตับวายเรื้อรัง (Chronic Liver Failure) คือภาวะตับวายที่เกิดจากโรคตับเรื้อรังที่เกิดการดำเนินโรคอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการสูญเสียเซลล์ตับทีละน้อยจนกระทั่งตับไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป

  3.  

 

 

รู้ทันสาเหตุตับวาย เกิดจากอะไร ?

โดยทั่วไป ภาวะตับวายเกิดจากการที่เซลล์ตับถูกทำลายอย่างรุนแรงหรืออย่างต่อเนื่อง จนตับไม่สามารถทำหน้าที่สำคัญได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สาเหตุของภาวะตับวายสามารถจำแนกได้ตามลักษณะการดำเนินโรคว่าเป็นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง โดยแต่ละแบบมีปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกัน ดังนี้

สาเหตุของตับวายเฉียบพลัน เกิดจากอะไรได้บ้าง

  • การรับประทานยาบางชนิดเกินขนาด เช่น พาราเซตามอล ซึ่งหากได้รับในปริมาณมากเกินไปอาจทำลายเซลล์ตับอย่างเฉียบพลัน
  • การรับประทานสมุนไพรที่มีพิษต่อตับในปริมาณมาก เช่น บอระเพ็ด ฟ้าทะลายโจร โดยเฉพาะหากใช้ติดต่อกันโดยไม่อยู่ในคำแนะนำของแพทย์
  • การได้รับสารพิษจากพืช หรือเห็ด เช่น เห็ดระโงกหิน (Amanita phalloides) หรือสารเคมีจำพวกยาฆ่าแมลงและสารกำจัดวัชพืช
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเฉียบพลันรุนแรง โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบชนิด A, B หรือ E
  • โรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น ภาวะเหล็กเกินในร่างกาย (Hemochromatosis) ภาวะทองแดงคั่งจากโรควิลสัน (Wilson’s Disease) หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตับอักเสบ (Autoimmune Hepatitis)


  •  

สาเหตุของตับวายเรื้อรัง เกิดจากอะไรได้บ้าง

  • โรคตับแข็ง (Cirrhosis) เกิดจากภาวะที่เซลล์ตับถูกทำลายจนกลายเป็นพังผืด ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
  • ไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะอ้วน เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะหากพัฒนาไปสู่ไขมันพอกตับอักเสบ
  • ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง เช่น ไวรัสตับอักเสบ B หรือ C ที่ไม่ได้รับการรักษาจนเกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อตับ
  • ดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของตับวายเรื้อรัง โดยเฉพาะหากดื่มในปริมาณมากและต่อเนื่อง
  • โรคหลอดเลือดในตับ เช่น Budd-Chiari Syndrome ที่ทำให้เลือดไหลเวียนผิดปกติในตับ และเกิดการคั่งของเลือด

 

 

สัญญาณเตือนจากร่างกาย อาการของตับวายมีอะไรบ้าง ?

อาการของตับวายอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันในระยะเวลาไม่กี่วัน หรือค่อยๆ แสดงออกช้าๆ จากโรคตับเรื้อรังที่ดำเนินมานาน ซึ่งอาการในระยะแรกอาจดูไม่ชัดเจน แต่หากเริ่มมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยอาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง มีดังนี้

อาการตับวายในระยะแรกเริ่ม

ในช่วงต้นของภาวะตับวาย อาการมักไม่จำเพาะเจาะจงและคล้ายคลึงกับอาการเจ็บป่วยทั่วไป อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้คือสัญญาณเริ่มต้นที่บ่งชี้ว่าตับอาจเริ่มทำงานผิดปกติ โดยอาการที่พบบ่อยในระยะเริ่มแรก ได้แก่

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือแน่นท้อง
  • ปวดตัว หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณชายโครงขวาในผู้ป่วยบางราย

อาการตับวายในระยะที่รุนแรงขึ้น

เมื่อเซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้น กระบวนการทำงานของตับจะเสื่อมลงอย่างมีนัยสำคัญ อาการที่ปรากฏในระยะนี้จึงมักรุนแรงและชัดเจนมากขึ้น ได้แก่

  • ภาวะดีซ่าน ส่งผลให้ตัวเหลือง ตาเหลือง เนื่องจากตับไม่สามารถขจัดสารบิลิรูบินได้ ทำให้สะสมในกระแสเลือด
  • คันตามผิวหนัง จากการคั่งของสารพิษในเลือด
  • ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด สะท้อนถึงความผิดปกติในการขับของเสียผ่านน้ำดี
  • บวมบริเวณขา เท้า หรือท้องมาน เนื่องจากความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลเพิ่มขึ้น (Portal Hypertension)
  • เลือดออกง่าย ฟกช้ำง่าย เนื่องจากตับไม่สามารถผลิตโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดได้

อาการแทรกซ้อนโรคสมองจากตับ

เมื่อเซลล์ตับไม่สามารถขจัดของเสียหรือสารพิษ เช่น แอมโมเนีย ออกจากกระแสเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สารพิษเหล่านี้จะสะสมในร่างกายและสามารถผ่านเข้าสู่สมอง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า โรคสมองจากตับ (Hepatic Encephalopathy)ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในตับวายเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยมีอาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ดังนี้

  • สับสน มึนงง พูดไม่รู้เรื่อง
  • ง่วงซึม อารมณ์แปรปรวน
  • สูญเสียการรับรู้ หรือหมดสติในที่สุด           
        
    

            

⚠️ หากมีอาการดังกล่าวร่วมกันหลายข้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินการทำงานของตับอย่างละเอียด


            

 

 

วิธีการวินิจฉัยภาวะตับวาย
การวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็วมีบทบาทสำคัญในการรักษาและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วย โดยแพทย์จะทำการตรวจหลายด้านร่วมกันเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริง อาทิเช่น
  • การตรวจเลือด ประเมินค่าการทำงานของตับ เช่น เอนไซม์ตับ สารบ่งชี้ภาวะดีซ่าน และระดับโปรตีนอัลบูมิน
  • การตรวจระดับแอมโมเนียในเลือด เพื่อดูว่ามีการคั่งของสารพิษที่อาจส่งผลต่อสมองหรือไม่
  • การตรวจทางภาพ เช่น อัลตราซาวด์ หรือ CT Scan เพื่อตรวจสอบขนาดและโครงสร้างของตับ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ท้องมานหรือพังผืด    
  • การตรวจหาไวรัสตับอักเสบ เพื่อระบุว่าไวรัสเป็นต้นเหตุของภาวะตับวายหรือไม่
  • การเจาะชิ้นเนื้อตับ (Liver biopsy) ทำในบางกรณีที่จำเป็น เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางพยาธิวิทยาของตับโดยตรง

ตับวาย รักษาอย่างไร ?

การรักษาภาวะตับวายขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อฟื้นฟูหน้าที่ของตับ ลดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต แนวทางการรักษาเริ่มจากการจัดการต้นเหตุ เช่น ให้ยาแก้พิษในกรณีรับพาราเซตามอลเกินขนาด หยุดใช้ยาหรือสมุนไพรที่มีพิษต่อตับทันที 

จากนั้นจึงดูแลภาวะแทรกซ้อน เช่น ให้ยาลดแอมโมเนียในเลือด รักษาท้องมาน หรือควบคุมการแข็งตัวของเลือด และในกรณีที่ตับไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก การปลูกถ่ายตับจะเป็นทางเลือกสำคัญเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นคืนสภาพการใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ


 

ตับวายป้องกันได้ เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงในระยะยาว

แม้ภาวะตับวายจะดูน่ากังวล แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และใส่ใจการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแนวทางป้องกันภาวะตับวายที่ควรรู้ ดังนี้    
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยา หรือสมุนไพรโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันทรานส์และอาหารแปรรูป 
  • ควบคุมน้ำหนัก เพื่อหลีกเลี่ยงโรคอ้วนและเบาหวาน
  • งดหรือลดแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง   
  • รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A และ B
  •  ตรวจค่าการทำงานของตับเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

 

ตับวายเป็นภาวะอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากปล่อยให้อาการดำเนินต่อเนื่องอาจนำไปสู่ภาวะที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้ การรู้เท่าทันสาเหตุ สังเกตอาการเบื้องต้น และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้ การดูแลสุขภาพตับเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่ดี หลีกเลี่ยงยาและสารพิษ และไม่ละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย เพราะตับที่แข็งแรงคือหัวใจสำคัญของร่างกายที่แข็งแรงในระยะยาว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูยน์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 08:00-20:00 น. โทร. 0-2079-0054

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

 

 

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

 

 


 

 

ผู้เขียน
พญ.สาวินี จิริยะสิน อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.สาวินี
จิริยะสิน
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!

ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!

ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

อ่านเพิ่มเติม

แนะนำแพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง