คู่มือสำหรับพ่อแม่ เมื่อลูกเป็น "โคลิค" (Colic) ลูกร้องไม่หยุดทำไงดี?

24 ก.พ. 69  | ศูนย์กุมารเวช
แชร์บทความ      

เคยไหม? พอตกเย็นทีไร ลูกน้อยที่เคยอารมณ์ดีกลับร้องไห้จ้าเสียงดังลั่น ร้องดิ้นพราดๆ หน้าดำหน้าแดง ปลอบยังไงก็ไม่หยุด และมักจะเป็นเวลาเดิมๆ ทุกวัน จนผู้เฒ่าผู้แก่ทักว่า “ลูกเห็นผี” หรือ “แม่ซื้อมาหยอก” ทำเอาคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ขวัญเสียไปตามๆ กัน ซึ่งจริงๆ แล้วอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากสิ่งลี้ลับแต่อย่างใด แต่นี่คืออาการที่ทางการแพทย์เรียกว่า ‘โคลิค (Colic)’ หรือที่คนไทยโบราณเรียกว่า ‘ร้องร้อยวัน’ นั่นเอง วันนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจว่าโคลิคคืออะไร เกิดจากสาเหตุใด พร้อมวิธีรับมือที่จะช่วยเปลี่ยนเสียงร้องไห้… ให้กลายเป็นความสบายตัวของลูกน้อยกัน

โคลิค (Colic) คืออะไร? ทำไมคนโบราณถึงเชื่อว่าลูกเห็นผี?

ภาวะโคลิค คือ การที่ทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงดีร้องไห้อย่างรุนแรงและยาวนานโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ซึ่งในทางการแพทย์มีเกณฑ์การวินิจฉัยที่ชัดเจนโดยใช้นิยามของ Wessel’s criteria หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'กฎเลข 3 (Rule of 3)' เพื่อแยกอาการโคลิคออกจากอาการร้องไห้ปกติ ดังนี้

  • ร้องไห้ติดต่อกันนานกว่า 3 ชั่วโมง/วัน
  • เป็นมากกว่า 3 วัน/สัปดาห์
  • และเป็นต่อเนื่องมานานกว่า 3 สัปดาห์

โดยอาการมักเริ่มเป็นในช่วงอายุ 2-3 สัปดาห์แรก แล้วจะหนักมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 6 ก่อนจะค่อยๆ หายไปเองเมื่ออายุประมาณ 3-4 เดือน 

ส่วนสาเหตุที่คนโบราณมักเชื่อมโยงกับเรื่องผีสางหรือสิ่งลี้ลับนั้น เป็นเพราะลักษณะการร้องของเด็กที่เป็นโคลิคจะดูน่ากลัวและรุนแรงกว่าปกติ ลูกจะร้องเสียงแหลมสูงเหมือนเจ็บปวดทรมาน หน้าแดง กำหมัดแน่น เกร็งตัว และมักจะร้องในช่วงเวลาเดิมๆ คือช่วงโพล้เพล้หรือหัวค่ำ ซึ่งบรรยากาศเป็นใจให้คิดไปในทางลี้ลับนั่นเอง แต่ในทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่านี่คืออาการไม่สบายตัวของทารก ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด

ความจริงทางการแพทย์ โคลิคเกิดจากอะไรได้บ้าง ?

แม้แพทย์จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่าอาการร้องไห้แบบโคลิคมักเกิดจากความไม่สบายตัว หรืออาการจุกเสียดแน่นท้อง ซึ่งมีปัจจัยกระตุ้นดังนี้

  1. การกลืนอากาศเข้าไปเยอะ เด็กบางคนร้องไห้บ่อย หรือดูดนมผิดท่า ทำให้กลืนลมเข้าไปในท้องเยอะจนเกิดแก๊สและแน่นท้อง
  2. กินนมมากเกินไป กระเพาะอาหารของทารกยังมีขนาดเล็ก หากได้รับนมมากเกินไปจะทำให้แน่นอึดอัดจนปวดท้อง
  3. ระบบย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์ ลำไส้ของทารกอาจบีบตัวแรงเกินไป หรือย่อยอาหารได้ไม่ดี ทำให้เกิดลมในท้อง
  4. อาการที่ส่งผ่านจากน้ำนมแม่ ทารกอาจแพ้โปรตีนในนมวัวเนื่องจากคุณแม่รับประทานนมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัว หรืออาหารบางอย่างที่คุณแม่รับประทานแล้วส่งผ่านทางน้ำนม ทำให้เกิดอาการปวดท้อง
  5. ภาวะกรดไหลย้อน กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารของทารกยังทำงานไม่ดี ทำให้นมไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ง่าย ทำให้ขย้อนหรืออาการแหวะนมได้
  6. ความเครียดและไวต่อสิ่งกระตุ้น ระบบประสาทของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้รับรู้แสง เสียง หรือการสัมผัสมากเกินไปจนเกิดความเครียด และระบายออกด้วยการร้องไห้

แยกให้ออก! ‘ร้องโคลิค’ ต่างจาก ‘ร้องปกติ’ อย่างไร?

เพื่อความสบายใจ คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตลักษณะการร้องของลูกได้ ดังนี้

  • เวลาที่ร้อง โคลิคมักร้องเวลาเดิมๆ ซ้ำๆ (ส่วนใหญ่เป็นช่วงเย็นหรือค่ำ)
  • ลักษณะเสียง ร้องเสียงดังแหลม ร้องกรี๊ด รุนแรงกว่าการร้องหิวนมหรือเปียกแฉะ
  • ท่าทาง มีอาการเกร็งตัว กำหมัดแน่น งอขาเข้าหาหน้าท้อง หน้าแดงก่ำ
  • การปลอบ ปลอบยากมาก อุ้มเดินก็ไม่หยุด หรือหยุดแค่ชั่วคราวแล้วร้องต่อ

 

⚠️สัญญาณเตือน! แบบนี้ไม่ใช่โคลิค รีบพาไปหาหมอ 

แม้โคลิคจะไม่อันตราย แต่หากลูกร้องไห้รุนแรงร่วมกับอาการผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ

  • มีไข้ ตัวร้อน ซึมลง
  • อาเจียนรุนแรง หรืออาเจียนมีสีเขียวปน
  • ถ่ายเหลว หรือถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด
  • ดื่มนมได้น้อยลง น้ำหนักตัวลดลง หรือไม่ขึ้นตามเกณฑ์
  • ร้องไห้ต่อเนื่องยาวนานเกินกว่าปกติ จนดูหมดแรง
 
 

วิธีรับมือและดูแลลูกน้อย เมื่อเป็นโคลิค

เป้าหมายสำคัญคือการบรรเทาอาการและช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายขึ้น โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถทำตามคำแนะนำได้ ดังนี้

  1. จับเรอทุกครั้งหลังมื้อนม เพื่อไล่ลมในกระเพาะอาหาร ไม่ให้แน่นท้อง ใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาที หรือจนกว่าจะเรอ
  2. ปรับท่านอนและท่าอุ้ม
  • ท่านั่งบนตัก จับลูกนั่งบนตัก หันหน้าออกจากตัวแม่ ใช้มือหนึ่งประคองคอลูกไว้ แล้วลูบหลังเบาๆ จะช่วยดันลมออกได้ดี
  • ท่าอุ้มพาดบ่า ให้ส่วนอกของลูกอยู่บนไหล่แม่ ใช้มือข้างหนึ่งประคองศีรษะและท้ายทอยลูก
  1. นวดท้องไล่ลม นวดท้องเป็นรูปตัว U คว่ำ (I Love U Massage) เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้
  2. เลือกใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น จุกนมกันลม เพื่อลดการกลืนอากาศขณะดูดนม หรือใช้จุกหลอกช่วยปลอบประโลมให้ลูกสงบลง
  3. ปรับบรรยากาศ พาลูกเข้าห้องที่เงียบสงบ แสงไฟสลัว หรือเปิดเสียง White Noise เช่น เสียงพัดลม หรือเสียงฝนตก เพื่อให้ลูกรู้สึกปลอดภัยเหมือนอยู่ในท้องแม่

ถึงคุณพ่อคุณแม่... อย่าเพิ่งท้อ อาการโคลิคเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในเด็กทารกทั่วโลก และเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของพัฒนาการ ไม่ได้เป็นโรคอันตรายและจะหายไปเองเมื่อลูกโตขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือกำลังใจของคุณพ่อคุณแม่ หากรู้สึกเครียดหรือเหนื่อยล้าให้สลับกันดูแลลูก หรือหาคนช่วยอุ้มเพื่อพักผ่อนบ้าง อย่าโทษตัวเองว่าเลี้ยงลูกไม่ดี เพราะคุณทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว ขอให้มั่นใจว่าเมื่อผ่านช่วงเวลานี้ไปลูกน้อยจะกลับมาเป็นเด็กอารมณ์ดี และเลี้ยงง่ายขึ้นอย่างแน่นอน


 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่

ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต 

เวลาทำการ 08.00 - 20.00 น. โทร. 0-2079-0038 

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
พญ.สีวลี สีดาฟอง แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.สีวลี
สีดาฟอง
กุมารเวชศาสตร์
กุมารเวชศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ลูกของคุณเสี่ยงมีพฤติกรรมคล้าย-ออทิสติกหรือไม่?

พฤติกรรมคล้ายออทิสติกหรือในสื่อสังคมมักเรียกว่า “ออทิสติกเทียม” เป็นภาวะที่เด็กขาด “การกระตุ้น” ในการสื่อสารสองทางโรคออทิสติก เกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่อาการออทิสติกเทียมจะเกิดจาก "ขาดการกระตุ้น" เป็นหลัก

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
เตรียมลูกรักให้ Ready เมื่อเปิดเทอมนี้ Covid มาเยือน ปี 2568

ช่วงนี้เปิดเทอมแล้ว ปี 2568 ฤดุฝนแบบนี้พ่อแม่ต้องระวังเป็นพิษ ทั้งไข้หวัด หรือโควิด มาเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมรับมือกับโควิดไปด้วยกัน

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
เด็กนอนกรน... อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อันตรายที่ต้องรีบเช็กด่วน

ฝันร้ายของลูกน้อย... อาจมาจากเสียงเด็กนอนกรน! ที่อาจเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับ ชวนไขข้อข้องใจเรื่อง "นอนกรนในเด็ก" ที่พ่อแม่ควรรู้! เกิดจากอะไร กำลังบอกอะไรและอันตรายอย่างไร

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
รู้ได้อย่างไร เด็กอ้วน เกินเกณฑ์ อันตรายแอบแฝงที่พ่อแม่ควรรู้

พ่อแม่ควรรู้น้ำหนักลูก เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเกินเกณฑ์ เสี่ยงเป็นโรคอ้วนในเด็กได้ ชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูอันตรายแฝงที่แอบซ่อนอยู่ในเด็กอ้วน พร้อมแนวทางการรักษา ลดน้ำหนักไปด้วยกันได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม