แค่หายใจก็อ้วน อาจไม่ใช่แค่คิดไปเอง! พารู้จัก ‘ภาวะอ้วนเพราะฮอร์โมน’

12 ม.ค. 69  | ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก
แชร์บทความ      

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าแค่หายใจก็อ้วนแล้ว ทั้งที่พยายามคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างมีวินัยเต็มที่ แต่น้ำหนักกลับไม่ลดลงง่ายๆ หรือมีไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ลดยากเป็นพิเศษ หากกำลังเผชิญปัญหานี้ ต้นเหตุอาจไม่ใช่แค่เรื่องการรับประทานอาหารหรือการขาดวินัย แต่อาจมีปัจจัยภายในอย่างฮอร์โมนที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเราจะพาไปเจาะลึกว่าภาวะ ‘อ้วนเพราะฮอร์โมน (Hormonal Obesity)’ มีจริงหรือไม่ เกิดจากอะไร พร้อมเช็กลิสต์อาการที่ต้องสังเกต และถ้าอ้วนจากฮอร์โมนจริงๆ จะมีวิธีลดน้ำหนักได้อย่างไรบ้าง

อ้วนเพราะฮอร์โมน มีจริงหรือไม่? ฮอร์โมนส่งผลต่อน้ำหนักได้อย่างไร?

โรคอ้วน (Obesity) อาจมีสาเหตุจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายได้ เนื่องจากฮอร์โมนเปรียบเสมือนผู้ส่งสารทางเคมีที่คอยควบคุมการทำงานแทบทุกอย่างในร่างกาย ซึ่งจะควบคุม 3 กลไกหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักตัว ดังนี้

  • ระบบการเผาผลาญ ควบคุมว่าร่างกายจะเผาผลาญพลังงาน (แคลอรี่) ได้เร็วหรือช้าแค่ไหน
  • ความอยากอาหาร ส่งสัญญาณความหิว (Ghrelin) และความอิ่ม (Leptin) ไปยังสมอง
  • การสะสมไขมัน กำหนดว่าร่างกายจะนำพลังงานส่วนเกินไปเก็บสะสมเป็นไขมันที่ส่วนไหนของร่างกาย

เมื่อฮอร์โมนเหล่านี้ทำงานผิดปกติหรือไม่สมดุล ก็จะส่งผลให้ระบบเหล่านี้รวนไปทั้งหมด ทำให้ร่างกายมีแนวโน้มสะสมไขมันง่ายขึ้นและลดน้ำหนักได้ยากกว่าปกตินั่นเอง

เช็กลิสต์! ฮอร์โมนที่อาจทำให้คุณอ้วน

ภาวะอ้วนมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของฮอร์โมน 5 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. ฮอร์โมนไทรอยด์ เตาเผาพลังงานของร่างกาย

ฮอร์โมนนี้มีหน้าที่ช่วยควบคุมระบบการเผาผลาญพลังงานทั้งหมดของร่างกาย ในภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาน้อย ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง ร่างกายจึงเผาผลาญแคลอรี่ได้น้อยลงและเริ่มสะสมไขมันมากขึ้น 

2. อินซูลิน ฮอร์โมนเก็บสะสมไขมัน

อินซูลินเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดไปให้เซลล์ใช้เป็นพลังงาน ซึ่งหลั่งออกมาตามการรับประทานอาหารจำพวกน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาล หรือ คาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ทำให้ตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินออกมาในปริมาณมากขึ้นเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดปกติ ซึ่งอินซูลินในระดับสูงนี้เองที่จะส่งสัญญาณให้ร่างกายเก็บสะสมมวลไขมันมากขึ้น นำไปสู่โรคอ้วน และภาวะดื้ออินซูลิน อีกทั้งยังทำให้ร่างกายต้องสร้างอินซูลินเพิ่มขึ้นอีกด้วย

3. คอร์ติซอล

ฮอร์โมนคอร์ติซอล เป็นฮอร์โมนสเตียรอยด์ธรรมชาติภายในร่างกาย มีผลช่วยคงระดับน้ำตาล ความดันในร่างกายให้ปกติ แต่หากร่างกายมีการสร้างคอร์ติซอลมากผิดปกติ จากโรคของต่อมใต้สมอง หรือต่อมหมวกไต (Cushing’s syndrome)  หรือได้จากการรับประทานยาสเตียรอยด์ในปริมาณมาก จะทำให้มีปัญหาน้ำตาลสูง น้ำหนักขึ้น อ้วนลงพุงได้ ซึ่งในกลุ่มคนที่เป็นโรคกลุ่มนี้ จะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีรอยแตกลายเป็นปื้นแดงใหญ่ตามตัว ขนหนวดขึ้นมากผิดปกติ บวม ผิวบางเป็นจ้ำง่าย หรือมีเบาหวานที่คุมได้ยาก เป็นต้น

4. ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนแห่งความเปลี่ยนแปลงตามวัย

ฮอร์โมนเพศเป็นอีกหนึ่งฮอร์โมนที่ส่งผลให้อ้วนเพราะฮอร์โมนได้ โดย

  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน (ในผู้หญิง) เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง ระดับเอสโตรเจนจะลดลงทำให้ร่างกายเปลี่ยนรูปแบบการสะสมไขมันจากสะโพกและต้นขา ไปเป็นการสะสมไขมันที่หน้าท้องมากขึ้น
  • ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (ในผู้ชาย) เมื่ออายุมากขึ้นและระดับเทสโทสเตอโรนลดลง อาจทำให้มวลกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยเผาผลาญพลังงานลดลง และสะสมไขมันได้ง่ายขึ้น

5. เกรลินและเลปติน คู่หูฮอร์โมนหิวและอิ่ม

ในกลไกการหิวและอิ่มของร่างกาย ก็มีฮอร์โมนเป็นตัวควบคุมความอยากอาหารอยู่ด้วยเช่นกัน โดยทำงานร่วมกัน ดังนี้

  • เกรลิน (Ghrelin) เป็นฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นความหิว โดยสร้างจากกระเพาะอาหารเพื่อส่งสัญญาณ ‘หิว’ ไปยังสมอง การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นตัวแปรที่ทำให้ฮอร์โมนนี้สูงขึ้น
  • เลปติน (Leptin) เป็นฮอร์โมนที่คอยบอกให้อิ่ม สร้างจากเซลล์ไขมันเพื่อส่งสัญญาณ ‘อิ่ม’ ไปยังสมอง แต่ในคนอ้วนอาจเกิดภาวะดื้อต่อเลปติน ทำให้สมองไม่ได้รับสัญญาณอิ่มแม้จะมีไขมันในร่างกายมากแล้วก็ตาม

อาการแบบไหนที่บอกว่าคุณ "อ้วนเพราะฮอร์โมน"

  • น้ำหนักขึ้นเร็วผิดปกติ หรือลดน้ำหนักไม่ลงแม้จะพยายามคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว
  • มีการสะสมไขมันเฉพาะจุด โดยเฉพาะ อ้วนลงพุง
  • รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเรื้อรัง ไม่มีแรง ทั้งที่พักผ่อนแล้ว
  • หิวบ่อยมาก หรือมีความอยากอาหารที่ควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะของหวานหรือของมัน
  • มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ผมร่วง ผิวแห้ง ขี้หนาว (ซึ่งอาจเกี่ยวกับไทรอยด์ต่ำ) ประจำเดือนมาผิดปกติ มีสิวขึ้นผิดปกติ อารมณ์แปรปรวน หรือนอนไม่หลับ เป็นต้น

อ้วนเพราะฮอร์โมนลดยังไง รักษาได้ไหม ?

การจัดการกับภาวะอ้วนเพราะฮอร์โมนต้องทำอย่างเป็นขั้นตอนและตรงจุด ซึ่งควรเริ่มจากการปรับไลฟ์สไตล์พื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการกิน การออกกำลังกาย การนอน รวมถึงการจัดการความเครียด ซึ่งหากปรับไลฟ์สไตล์อย่างเต็มที่แล้วแต่น้ำหนักยังไม่ลดลง หรือมีอาการอื่นๆ ที่น่าสงสัยร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ เพื่อทำการตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมนและวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง 

ซึ่งเมื่อตรวจพบความผิดปกติของฮอร์โมนที่ทำให้อ้วนเพราะฮอร์โมนแล้วนั้น แพทย์จะให้การรักษาที่ตรงจุด เช่น

  • ให้ยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน ในกรณีภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน
  • ใช้ยาเพื่อลดภาวะดื้ออินซูลิน ในผู้ป่วยเบาหวานหรือกลุ่มเสี่ยง
  • ผ่าตัดต่อมใต้สมอง หรือต่อมหมวกไต หากมีโรคที่สร้างฮอร์โมนคอร์ติซอลผิดปกติ 
  • ให้ฮอร์โมนเพศทดแทน ในผู้ที่ฮอร์โมนเพศหมดก่อนวัยอันควร 
  • ให้คำแนะนำด้านโภชนาการและการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล 

วิธีการลดน้ำหนักเมื่ออ้วนเพราะฮอร์โมน ต้องทำอย่างไร ?

สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีการลดน้ำหนัก หรือลดความอ้วน โดยเฉพาะอ้วนเพราะฮอร์โมนอยู่ สามารถเริ่มปรับพฤติกรรมเพื่อสร้างสมดุลฮอร์โมนเบื้องต้นตามคำแนะนำเหล่านี้ได้เลย

1. ปรับพฤติกรรมการกิน

  • ลด น้ำตาล เครื่องดื่มรสหวาน แป้งขัดสี เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว และอาหารแปรรูปสูง
  • เพิ่ม โปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ไข่ เต้าหู้ เพิ่มใยอาหารจากผักใบเขียวและธัญพืชไม่ขัดสี และไขมันดี เช่น อะโวคาโด ถั่ว น้ำมันมะกอก เป็นต้น

2. ปรับพฤติกรรมการออกกำลังกาย

โดยให้ผสมผสานการออกกำลังทั้งการคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ เพื่อเผาผลาญไขมัน และเวทเทรนนิ่งเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญในระยะยาว

3. จัดการความเครียดและนอนพักผ่อนให้เพียงพอ

ตามที่กล่าวไปว่าการนอนมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมความอยากอาหารได้ ดังนั้น พยายามนอนหลับให้มีคุณภาพและต่อเนื่องอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน รวมถึงจัดการกับความเครียดด้วยการหาวิธีผ่อนคลายความเครียดที่เหมาะสม เช่น นั่งสมาธิ โยคะ ฟังเพลง ดูซีรีส์ หรืองานอดิเรกที่ทำให้เพลิดเพลินได้

 

ซึ่งจากทั้งหมดนี้จะพบได้ว่าภาวะอ้วนเพราะฮอร์โมนนั้นมีอยู่จริง และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่ประสบความสำเร็จในหลายคน การทำความเข้าใจบทบาทของฮอร์โมนต่างๆ และการสังเกตอาการของตัวเองเรียกว่าเป็นก้าวแรกและก้าวที่สำคัญในการช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดีและปลอดภัย แต่ทั้งนี้หากการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ยังไม่ได้ผล การปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงคือคำตอบที่จะช่วยให้คุณวางแผนการลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพได้อย่างตรงจุดและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 07:00-19:00 โทร. 0-2079-0070

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
พญ.ธนพร พุทธานุภาพ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.ธนพร
พุทธานุภาพ
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม (โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ)

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
13 วิธีดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในยุค COVID-19

เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อ covid-19 โดยโรคเบาหวานนั้นจะทำให้ติดเชื้อ covid -19 ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป และหากติดเชื้อแล้วจะมีผลทำให้เกิดพาวะแทรกซ้อนมากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
เป็นเบาหวานตั้งครรภ์ได้ไหม ?

เพราะการสร้างครอบครัวคือหนึ่งในความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานคงกังวลไม่น้อยว่าจะมีลูกได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า เรามาฟังคำตอบกันที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
สายกินต้องระวัง โรคอันตรายจากไขมันที่ต้องรู้ !

สายกินต้องระวัง! อาหารไขมันสูง ของทอดแสนอร่อยที่แฝงไปด้วยโรคไขมันตัวร้าย มาดูความลับทั้งประโยชน์และโทษของไขมัน ที่บั่นทอนสุขภาพคุณจนอาจเป็นโรคร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
3 สัญญาณที่บอกว่า คุณกำลังลดน้ำหนักผิดวิธี

เชื่อว่าหลายคนยังมีเป้าหมายในการลดน้ำหนัก แต่ปัญหาที่มักพบ คือ ลดน้ำหนักไม่สำเร็จสักที หรืออาจลดได้แค่ช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาน้ำหนักเท่าเดิม ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี

อ่านเพิ่มเติม

แนะนำแพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง