รู้ทันภาวะ 'น้ำตาลในเลือดต่ำ' ภัยเงียบที่อันตรายกว่าที่คิด

06 ม.ค. 69  | ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก
แชร์บทความ      

เคยเป็นไหม ที่อยู่ๆ ก็รู้สึกใจสั่น มือสั่น เหงื่อออก ตัวเย็น หรือหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมอย่างกะทันหัน ? อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะ ‘น้ำตาลตก’ หรือทางการแพทย์เรียกว่า ‘ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ’ (Hypoglycemia) ซึ่งเป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำกว่าปกติ แม้จะดูเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่หากมีอาการรุนแรงหรือไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจภาวะนี้อย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการที่ต้องสังเกต วิธีรับมือฉุกเฉินที่ทุกคนควรรู้และแนวทางการป้องกันได้ที่นี่

"น้ำตาลในเลือดต่ำ" หรือ "น้ำตาลตก" คืออะไร ?

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คือ ภาวะที่ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดลดต่ำลงกว่าเกณฑ์ปกติ ซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกายโดยเฉพาะสมองที่ต้องใช้กลูโคสเป็นพลังงานเกือบ 100% ดังนั้น เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง สมองและร่างกายจึงไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติต่างๆ ออกมา ซึ่งโดยทั่วไปค่าของระดับน้ำตาลในเลือดที่ปกติ ต่ำ หรือสูงควรจะอยู่ในระดับ ดังนี้

ระดับค่าน้ำตาลในเลือด ปกติ/ต่ำ/สูง ควรอยู่ที่เท่าไหร่ (mg/dL)

 


ระดับค่าน้ำตาลในเลือดต่ำ

ในคนทั่วไป : ต่ำกว่า 55 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

ในผู้ป่วยเบาหวาน : ต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร


ระดับค่าน้ำตาลในเลือดปกติ

70-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (หลังงดน้ำงดอาหาร)

ระดับค่าน้ำตาลในเลือดสูง

มากกว่า 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
 
สาเหตุน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดจากอะไรได้บ้าง ?
สาเหตุของน้ำตาลในเลือดต่ำสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือในผู้ป่วยเบาหวานและในผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน
1. ในผู้ป่วยเบาหวาน (พบบ่อยที่สุด)
  • รับยาเบาหวาน หรืออินซูลินมากเกินไป การได้รับยาในขนาดที่สูงเกินไป หรือฉีดอินซูลินมากเกินความต้องการของร่างกาย จะทำให้ยาไปกระตุ้นน้ำตาลที่อยู่ในเลือดให้ย้ายไปเก็บในเซลล์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นพลังงาน จนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงกว่าปกติ 
  • รับประทานอาหารไม่เพียงพอ โดยปกติผู้ป่วยเบาหวานมักจะรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินในขนาดที่คำนวณไว้สำหรับอาหารมื้อนั้นๆ ซึ่งการงดมื้ออาหาร เลื่อนเวลารับประทานอาหาร หรือกินน้อยกว่าปกติ ทำให้ยาไปลดระดับน้ำตาลในเลือดที่มีอยู่เดิมจนต่ำเกินไป
  • ออกกำลังกายหนักกว่าปกติ โดยไม่ได้ปรับลดปริมาณยา หรือเพิ่มปริมาณอาหาร กล้ามเนื้อจะดึงน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานมากขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลลดลงโดยตรง รวมถึงหลังออกกำลังกายเซลล์จะตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าน้ำตาลในเลือดจะถูกดูดเข้าเซลล์มากขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง

2. ในผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน 

  • โรคประจำตัวร้ายแรง เช่น โรคตับวาย ไตวายขั้นรุนแรง ภาวะขาดฮอร์โมนบางชนิด ซึ่งเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่ออวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลโดยตรง ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้
  • เนื้องอกที่ตับอ่อน (พบได้น้อยมาก) เป็นเนื้องอกที่จะส่งผลให้มีการผลิตอินซูลินออกมามากผิดปกติ ซึ่งเมื่ออินซูลินที่สูงผิดปกติตลอดเวลาก็จะคอยดึงน้ำตาลออกจากเลือดตลอดเวลาเช่นกัน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้ำตาลตกบ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่อดอาหารหรือตอนเช้ามืด

ชวนเช็กอาการ… จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือน้ำตาลตก ?

อาการน้ำตาลในเลือดต่ำ

    • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
    • มือสั่น
    • เหงื่อออก ตัวเย็น
    • วิตกกังวล กระสับกระส่าย
    • เวียนศีรษะ มึนงง
    • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
    • ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัด
    • พูดไม่ชัด หรือพูดจาสับสน
    • พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น หงุดหงิด ก้าวร้าว

อาการน้ำตาลในเลือดต่ำรุนแรงมาก (ภาวะฉุกเฉิน ควรรีบขอความช่วยเหลือทันที)

    • ชัก
    • หมดสติ ไม่รู้สึกตัว

⚠️ ในภาวะนี้ควรรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที หากไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ทันที 

“วิธีปฐมพยาบาลรับมือฉุกเฉิน” เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ต้องทำยังไง ?

กรณียังรู้สึกตัว

หากยังรู้สึกตัวดีให้ใช้ ‘กฎ 15-15 (The Rule of 15)’ ซึ่งเป็นหลักการที่บุคลากรทางการแพทย์แนะนำและสามารถนำไปทำตามได้ไม่ยาก ดังนี้

  1. คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม ให้กินคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (Fast-acting Carbs) ปริมาณ 15 กรัมทันที เช่น น้ำผลไม้แท้ 1/2 - 3/4 แก้ว (ประมาณ 120 - 180 มล.) น้ำอัดลมชนิดปกติ ไม่ใช่น้ำอัดลมไดเอท หรือสูตรไม่มีน้ำตาล 1/2 กระป๋อง (ประมาณ 180 มล.) น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ลูกอม 3-4 เม็ด ยาเม็ดกลูโคส หรือกลูโคสเจล (ตามฉลากผลิตภัณฑ์) โดยเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งที่สะดวกที่สุด
  2. รอ 15 นาที โดยนั่งพักนิ่งๆ และรอ 15 นาที 
  3. ตรวจซ้ำอีกครั้ง หลังจากครบ 15 นาที ให้ใช้เครื่องตรวจน้ำตาลปลายนิ้วซ้ำ หากระดับน้ำตาลยังต่ำกว่า 70 mg/dL ให้ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 และ 2
  4. กินอาหารมื้อหลัก หรืออาหารว่าง เมื่อระดับน้ำตาลกลับมาปกติแล้ว (70-100 mg/dL) ให้กินอาหารว่างที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เช่น แครกเกอร์, ขนมปัง) หรืออาหารมื้อหลักทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลกลับมาต่ำอีกครั้ง

กรณีหมดสติ หรือเริ่มชัก

หากผู้ที่มีภาวะน้ำตาลตกจนหมดสติ หรือชัก อันดับแรกให้คนรอบข้างตั้งสติและทำตามคำแนะนำ ดังนี้

สิ่งที่ “ห้ามทำ” เด็ดขาด

  • ห้ามกรอกน้ำหวาน ของเหลว หรืออาหารทุกชนิดเข้าปาก เพราะผู้ป่วยไม่สามารถกลืนได้และจะทำให้สำลัก อุดตันทางเดินหายใจและเป็นอันตรายถึงชีวิต

✅ สิ่งที่ต้องทำทันที

  • โทรเรียกรถพยาบาล 1669 ทันที แจ้งอาการให้ชัดเจนว่าผู้ป่วยมีภาวะน้ำตาลต่ำและหมดสติ
  • จัดผู้ป่วยนอนในท่าตะแคง เพื่อป้องกันการสำลักน้ำลาย หรือหากมีอาเจียน
  • คลายเสื้อผ้าให้หลวม โดยเฉพาะบริเวณคอ เพื่อให้หายใจสะดวก
  • หากมีและใช้เป็นสามารถฉีดยากลูคากอน (Glucagon) ที่กล้ามเนื้อได้ ซึ่งยานี้เป็นยาที่แพทย์มักสั่งให้ผู้ดูแลใช้สำหรับกรณีฉุกเฉิน
  • อยู่กับผู้ป่วย จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือ "น้ำตาลตก" เป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายได้ แต่ก็สามารถจัดการและป้องกันได้ ด้วยการรับประทานอาหารและยาให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และอาหารที่มีน้ำตาลสูงปริมาณมากในขณะที่ท้องว่าง ซึ่งการรับรู้ถึงอาการเตือนต่างๆ และการรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่าง ‘กฎ 15-15’ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีความเสี่ยง หรือเคยมีอาการเหล่านี้ รวมถึงหากพบว่ามีอาการน้ำตาลตกบ่อยๆ (แม้จะไม่รุนแรง) หรือสงสัยว่าตัวเองมีภาวะนี้โดยที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดภาวะรุนแรงและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงในระยะยาว

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 07:00 - 19:00 น. โทร. 0-2079-0070

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
นพ.ชาญวัฒน์
ชวนตันติกมล
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม (โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ)

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
13 วิธีดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในยุค COVID-19

เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อ covid-19 โดยโรคเบาหวานนั้นจะทำให้ติดเชื้อ covid -19 ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป และหากติดเชื้อแล้วจะมีผลทำให้เกิดพาวะแทรกซ้อนมากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
เป็นเบาหวานตั้งครรภ์ได้ไหม ?

เพราะการสร้างครอบครัวคือหนึ่งในความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานคงกังวลไม่น้อยว่าจะมีลูกได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า เรามาฟังคำตอบกันที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
สายกินต้องระวัง โรคอันตรายจากไขมันที่ต้องรู้ !

สายกินต้องระวัง! อาหารไขมันสูง ของทอดแสนอร่อยที่แฝงไปด้วยโรคไขมันตัวร้าย มาดูความลับทั้งประโยชน์และโทษของไขมัน ที่บั่นทอนสุขภาพคุณจนอาจเป็นโรคร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
3 สัญญาณที่บอกว่า คุณกำลังลดน้ำหนักผิดวิธี

เชื่อว่าหลายคนยังมีเป้าหมายในการลดน้ำหนัก แต่ปัญหาที่มักพบ คือ ลดน้ำหนักไม่สำเร็จสักที หรืออาจลดได้แค่ช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาน้ำหนักเท่าเดิม ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี

อ่านเพิ่มเติม