
วินาทีแรกที่เห็นลูกน้อยคลอดออกมา เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนต่างก็ปลื้มปีติ แต่ผ่านไปไม่กี่วันความกังวลอาจเข้ามาแทนที่เมื่อสังเกตเห็นว่าผิวของลูกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง… ซึ่ง ‘ภาวะทารกตัวเหลือง’ ในเด็กแรกเกิดนับเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย แม้ส่วนใหญ่จะเป็นภาวะปกติที่หายเองได้ แต่ก็มีบางกรณีที่เป็นสัญญาณอันตราย วันนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจภาวะนี้ให้ชัดเจน เพื่อคลายความกังวลและดูแลเจ้าตัวเล็กได้อย่างถูกต้องกัน
ทารกตัวเหลือง (Jaundice) คือ ภาวะที่เด็กแรกเกิดมีสารสีเหลืองในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากทารกแรกเกิดนั้นมีปัจจัยที่ทำให้ค่าสารเหลืองในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ เช่น ภาวะการแตกตัวของเลือดที่สูงกว่าปกติจากมารดาที่มีเลือดกรุ๊ปโอและลูกมีหมู่เลือดคนละกรุ๊ปเลือดกับมารดา หรือเด็กที่ตรวจพบเป็น G6PD ที่จะทำให้มีสารตั้งต้นของสารเหลืองเพิ่มขึ้นในทารกได้ รวมถึงอาจเกิดได้จากการกินนมได้น้อย ขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระน้อย หรือโรคอื่นๆ ฯลฯ ล้วนเป็นสาเหตุทำให้ค่าสารเหลืองสูงในร่างกายทารกได้ หากค่าสารเหลืองไม่มากสามารถหายเองได้ด้วยการให้ทารกกินนมให้เพียงพอ เพื่อขับสารเหลืองออกทางอุจจาระและปัสสาวะ แต่หากทารกตัวเหลืองจัด ซึม ไม่ดูดนม ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยการส่องไฟในตู้อบ ก่อนที่สารสีเหลืองจะทำลายเนื้อสมอง
ทารกตัวเหลืองเกิดจากอะไร? แล้วอันตรายไหม?
เมื่อทราบเบื้องต้นแล้วว่าทารกตัวเหลืองเกิดจากอะไรแล้ว เรามาเจาะลึกกลไกของร่างกายกัน ในช่วงทารกแรกเกิดการเผาผลาญบิลิรูบิน (Bilirubin) อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระยะทารกในครรภ์ไปสู่ระยะหลังคลอด เนื่องจากขณะอยู่ในครรภ์นั้นรกเป็นช่องทางหลักในการกำจัดสารเหลืองที่เรียกว่า “บิลิรูบิน” ชนิดไม่ละลายน้ำ แต่พอหลังคลอด ร่างกายของทารกต้องเปลี่ยนระบบแบบผู้ใหญ่ คือ ตับจะทำหน้าที่เปลี่ยนสารเหลืองให้เป็นแบบชนิดละลายน้ำ แล้วขับออกทางน้ำดีและทางเดินอาหาร ซึ่งถ้าร่างกายมีค่าสารเหลืองสูงขึ้นที่เกิดจากหลายปัจจัย ทำให้สารสีเหลืองไปสะสมตามผิวหนังและตาขาวนั่นเอง มีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย ดังนี้
1. ภาวะที่เกี่ยวข้องกับการกินนม
- กินนมน้อยเกินไป ช่วงแรกคลอดน้ำนมแม่อาจยังมาน้อย หากลูกดูดนมได้ไม่ดีจะทำให้ขาดน้ำและขับถ่ายน้อย สารเหลืองจึงถูกขับออกได้ช้า
- สารในน้ำนมแม่ ในบางกรณีนมแม่มีสารบางอย่างที่ทำให้ตับของลูกขับสารเหลืองได้ช้าลง
2. ภาวะบิลิรูบินสูงที่ตับต้องกำจัดมากขึ้น
ในบางกรณีที่สารบิลิรูบินเพิ่มขึ้นจะทำให้ตับกำจัดไม่ทัน เช่น ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (เช่น ภาวะหมู่เลือดแม่ลูกไม่เข้ากัน ยกตัวอย่างเช่น แม่เลือดกรุ๊ป O แต่ลูกเป็น A หรือ B หรือแม่มีเลือด Rh- แต่ลูกมี Rh+ ทำให้ภูมิต้านทานจากแม่ไปทำลายเม็ดเลือดแดงของลูกให้แตกเร็วกว่าปกติ), ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD, เม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ, รอยช้ำหรือเลือดออกภายในร่างกาย, อายุเม็ดเลือดแดงสั้นจากความไม่สมบูรณ์ของทารก หรือหลังได้เลือด, การดูดกลับสารเหลืองจากลำไส้มากขึ้น, การติดเชื้อ
3. ความผิดปกติอื่นๆ ที่เกิดจากเอนไซม์ที่ใช้เปลี่ยนบิลิรูบินทำงานลดลงหรือถูกทำลาย
เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม, ภาวะขาดออกซิเจน, การติดเชื้อ, ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์, ยาบางชนิด หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของร่างกาย เช่น ภาวะตับอักเสบ หรือท่อน้ำดีตีบตัน เป็นต้น
แล้วแบบนี้อันตรายไหม? หากเป็นภาวะตัวเหลืองปกติ (Physiologic Jaundice) ที่ค่าสารเหลืองไม่สูงมาก จะไม่อันตรายและหายไปเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากค่าสารเหลืองสูงเกินเกณฑ์แล้วปล่อยทิ้งไว้ สารสีเหลืองอาจเข้าไปเกาะที่เนื้อสมอง ทำให้เกิดภาวะสมองพิการหรือสูญเสียการได้ยินถาวรได้
ทารกตัวเหลืองสังเกตได้อย่างไร?
วิธีสังเกตเบื้องต้นว่าลูกน้อย หรือทารกตัวเหลืองหรือไม่ คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้
- อยู่ในห้องที่มีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อให้เห็นสีบนตัวลูกได้อย่างชัดเจน
- ใช้นิ้วหัวแม่มือกดเบาๆ ลงบนผิวหนังของลูก เช่น หน้าผาก หน้าอก แล้วปล่อยมือ โดยอาจเปรียบเทียบกับที่บริเวณฝ่าเท้าเด็ก เนื่องจากที่ตำแหน่งฝาเท้าเป็นตำแหน่งจะเหลืองช้าที่สุด
- หากรอยกดเห็นเป็นสีเหลืองชัดเจนแสดงว่าลูกมีภาวะตัวเหลือง
ระดับความเหลืองบอกความรุนแรง โดยสีเหลืองจะค่อยๆ ลามจากบนลงล่าง โดยเริ่มจากใบหน้า -> หน้าอก -> ท้อง -> แขนขา -> ฝ่ามือฝ่าเท้า ความรุนแรงจะไล่ตามลำดับ

สัญญาณอันตราย! ทารกตัวเหลืองแบบไหนต้องรีบพามาโรงพยาบาลทันที
- ตัวเหลืองภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
- ความเหลืองลามลงมาถึงหน้าท้อง ขา หรือฝ่าเท้า
- ลูกมีอาการซึม ไม่ดูดนม หรือร้องเสียงแหลม
- มีไข้ หรือตัวเย็นผิดปกติ
- อุจจาระสีซีดขาว (สัญญาณของโรคท่อน้ำดีอุดตัน)
>> คลิกที่นี่เพื่อจองนัดหมายแพทย์ออนไลน์ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางกุมารแพทย์ <<
คำแนะนำทารกตัวเหลือง วิธีแก้และการดูแลเบื้องต้นต้องทำอย่างไร
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลและมองหาว่าทารกตัวเหลืองมีวิธีแก้เบื้องต้นได้อย่างไรบ้าง ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดคือ ‘การขับถ่าย’ เพราะสารเหลืองจะถูกกำจัดออกทางอุจจาระและปัสสาวะเป็นหลัก โดยสามารถดูแลได้ดังนี้
- เน้นให้ลูกกินนมให้เพียงพอ ให้ดูดนมแม่ทุก 2-3 ชั่วโมง (ประมาณ 8-12 ครั้งต่อวัน) ยิ่งกินเยอะ ยิ่งถ่ายเยอะ สารเหลืองยิ่งลดเร็ว
- สังเกตการขับถ่าย สุดท้ายคือการสังเกตการขับถ่าย หากกินนมแม่เพียงพอจะสังเกตได้ว่าปัสสาวะลูกน้อยจะมีสีใส และสามารถเปลี่ยนผ้าอ้อมได้อย่างน้อยวันละ 6 ชิ้นขึ้นไป รวมถึงอุจจาระที่เดิมในขณะตัวเหลืองจะเป็นสีเทาดำ ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองภายใน 4-5 วัน
เช็กความจริง! หยุดความเชื่อผิดๆ เรื่องทารกตัวเหลือง
คุณพ่อคุณแม่อาจเคยได้รับคำแนะนำจากคนเฒ่าคนแก่ในการดูแลทารกตัวเหลือง ซึ่งบางวิธีอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี ลองมาเช็กความเชื่อที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์กัน
❌ ความเชื่อผิดๆ ที่บอกต่อกันมา |
✅ ความจริงทางการแพทย์ที่ควรรู้ |
| ลูกตัวเหลือง ให้เอาไปตากแดดอ่อนๆ ตอนเช้าเดี๋ยวก็หาย |
แสงแดดธรรมชาติไม่สามารถคุมความเข้มข้นของรังสียูวีได้ ซึ่งอาจทำให้ลูกผิวไหม้แดด หรือขาดน้ำจนตัวเหลืองหนักกว่าเดิม |
ต้องป้อนน้ำเปล่าเยอะๆ จะได้ช่วยขับสารเหลืองออกทางปัสสาวะ |
การป้อนน้ำจะทำให้ทารกอิ่มและกินนมได้น้อยลง ซึ่งสารเหลืองจะถูกขับออกทาง ‘อุจจาระ’ ได้ดีกว่าปัสสาวะ การเน้นให้กินนมจึงดีที่สุด |
การรักษาทารกตัวเหลืองทางการแพทย์ทำอย่างไร
หากคุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกน้อยเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือแพทย์ประเมินว่าค่าสารเหลืองสูงเกินเกณฑ์ จะมีวิธีรักษา ดังนี้
- การส่องไฟและการดูแลในตู้อบ เป็นวิธีมาตรฐานและปลอดภัยที่สุด โดยแพทย์จะให้ทารกนอนหลับอยู่ภายใต้หลอดไฟชนิดพิเศษที่ให้แสงสีฟ้า (Blue Light) ซึ่งแสงนี้จะไปเปลี่ยนโครงสร้างของสารเหลืองให้ละลายน้ำและขับออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น
ทำไมต้องส่องไฟในตู้อบ? ระหว่างการส่องไฟ ทารกจำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด ใส่เพียงผ้าอ้อมและที่ปิดตาเพื่อให้แสงสัมผัสผิวหนังให้มากที่สุด การให้ทารกเข้าไปนอนในตู้อบจะช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายของลูกน้อยให้อบอุ่นคงที่ และป้องกันภาวะตัวเย็นในระหว่างที่ทำการรักษา
- การเปลี่ยนถ่ายเลือด จะใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินที่ระดับสารเหลืองสูงวิกฤตจนเสี่ยงต่อภาวะสมองพิการเท่านั้น โดยจะนำเลือดที่มีสารเหลืองสูงออกจากตัวทารก และเติมเลือดใหม่ที่ปลอดภัยเข้าไปแทน
แม้ภาวะตัวเหลืองจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่การสังเกตและใส่ใจของคุณพ่อคุณแม่คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด หากไม่แน่ใจว่าความเหลืองของลูกอยู่ในระดับที่อันตรายหรือไม่ อย่ารอช้า! แนะนำให้รีบเข้ามาปรึกษากุมารแพทย์ ที่โรงพยาบาลวิมุตมีศูนย์กุมารเวชที่พร้อมดูแลทารกแรกเกิดโดยเฉพาะ มีเครื่องมือตรวจวัดค่าสารเหลืองทางผิวหนังที่ทำให้ทราบผลไวโดยไม่ต้องเจาะเลือด
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่
ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต
เวลาทำการ 08:00 - 20:00 น. โทร. 0-2079-0038
หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์
ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ
แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

โกวิทจินดาชัย

โกวิทจินดาชัย

โกวิทจินดาชัย

โกวิทจินดาชัย

โกวิทจินดาชัย

โกวิทจินดาชัย
เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

เด็กนอนกรน... อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อันตรายที่ต้องรีบเช็กด่วน
ฝันร้ายของลูกน้อย... อาจมาจากเสียงเด็กนอนกรน! ที่อาจเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับ ชวนไขข้อข้องใจเรื่อง "นอนกรนในเด็ก" ที่พ่อแม่ควรรู้! เกิดจากอะไร กำลังบอกอะไรและอันตรายอย่างไร

รู้ได้อย่างไร เด็กอ้วน เกินเกณฑ์ อันตรายแอบแฝงที่พ่อแม่ควรรู้
พ่อแม่ควรรู้น้ำหนักลูก เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเกินเกณฑ์ เสี่ยงเป็นโรคอ้วนในเด็กได้ ชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูอันตรายแฝงที่แอบซ่อนอยู่ในเด็กอ้วน พร้อมแนวทางการรักษา ลดน้ำหนักไปด้วยกันได้ที่นี่

ลูกของคุณเสี่ยงมีพฤติกรรมคล้าย-ออทิสติกหรือไม่?
พฤติกรรมคล้ายออทิสติกหรือในสื่อสังคมมักเรียกว่า “ออทิสติกเทียม” เป็นภาวะที่เด็กขาด “การกระตุ้น” ในการสื่อสารสองทางโรคออทิสติก เกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่อาการออทิสติกเทียมจะเกิดจาก "ขาดการกระตุ้น" เป็นหลัก

เตรียมลูกรักให้ Ready เมื่อเปิดเทอมนี้ Covid มาเยือน ปี 2568
ช่วงนี้เปิดเทอมแล้ว ปี 2568 ฤดุฝนแบบนี้พ่อแม่ต้องระวังเป็นพิษ ทั้งไข้หวัด หรือโควิด มาเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมรับมือกับโควิดไปด้วยกัน

เด็กนอนกรน... อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อันตรายที่ต้องรีบเช็กด่วน
ฝันร้ายของลูกน้อย... อาจมาจากเสียงเด็กนอนกรน! ที่อาจเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับ ชวนไขข้อข้องใจเรื่อง "นอนกรนในเด็ก" ที่พ่อแม่ควรรู้! เกิดจากอะไร กำลังบอกอะไรและอันตรายอย่างไร

รู้ได้อย่างไร เด็กอ้วน เกินเกณฑ์ อันตรายแอบแฝงที่พ่อแม่ควรรู้
พ่อแม่ควรรู้น้ำหนักลูก เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเกินเกณฑ์ เสี่ยงเป็นโรคอ้วนในเด็กได้ ชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูอันตรายแฝงที่แอบซ่อนอยู่ในเด็กอ้วน พร้อมแนวทางการรักษา ลดน้ำหนักไปด้วยกันได้ที่นี่

ลูกของคุณเสี่ยงมีพฤติกรรมคล้าย-ออทิสติกหรือไม่?
พฤติกรรมคล้ายออทิสติกหรือในสื่อสังคมมักเรียกว่า “ออทิสติกเทียม” เป็นภาวะที่เด็กขาด “การกระตุ้น” ในการสื่อสารสองทางโรคออทิสติก เกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่อาการออทิสติกเทียมจะเกิดจาก "ขาดการกระตุ้น" เป็นหลัก

เตรียมลูกรักให้ Ready เมื่อเปิดเทอมนี้ Covid มาเยือน ปี 2568
ช่วงนี้เปิดเทอมแล้ว ปี 2568 ฤดุฝนแบบนี้พ่อแม่ต้องระวังเป็นพิษ ทั้งไข้หวัด หรือโควิด มาเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมรับมือกับโควิดไปด้วยกัน

ลูกของคุณเสี่ยงมีพฤติกรรมคล้าย-ออทิสติกหรือไม่?
พฤติกรรมคล้ายออทิสติกหรือในสื่อสังคมมักเรียกว่า “ออทิสติกเทียม” เป็นภาวะที่เด็กขาด “การกระตุ้น” ในการสื่อสารสองทางโรคออทิสติก เกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่อาการออทิสติกเทียมจะเกิดจาก "ขาดการกระตุ้น" เป็นหลัก

เตรียมลูกรักให้ Ready เมื่อเปิดเทอมนี้ Covid มาเยือน ปี 2568
ช่วงนี้เปิดเทอมแล้ว ปี 2568 ฤดุฝนแบบนี้พ่อแม่ต้องระวังเป็นพิษ ทั้งไข้หวัด หรือโควิด มาเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมรับมือกับโควิดไปด้วยกัน

เด็กนอนกรน... อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อันตรายที่ต้องรีบเช็กด่วน
ฝันร้ายของลูกน้อย... อาจมาจากเสียงเด็กนอนกรน! ที่อาจเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับ ชวนไขข้อข้องใจเรื่อง "นอนกรนในเด็ก" ที่พ่อแม่ควรรู้! เกิดจากอะไร กำลังบอกอะไรและอันตรายอย่างไร

รู้ได้อย่างไร เด็กอ้วน เกินเกณฑ์ อันตรายแอบแฝงที่พ่อแม่ควรรู้
พ่อแม่ควรรู้น้ำหนักลูก เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเกินเกณฑ์ เสี่ยงเป็นโรคอ้วนในเด็กได้ ชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูอันตรายแฝงที่แอบซ่อนอยู่ในเด็กอ้วน พร้อมแนวทางการรักษา ลดน้ำหนักไปด้วยกันได้ที่นี่