ฝีในปอดเกิดจากอะไร? เช็กอาการไอเรื้อรัง เสมหะปนหนอง ลมหายใจเหม็น

02 มิ.ย. 69  | สุขภาพปอด
แชร์บทความ      
แชร์บทความ      

อาการไอเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มมีอาการ “ไอแล้วมีกลิ่นเหม็น เสมหะข้นคลั่ก” หรือคนรอบข้างทักว่าลมหายใจมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และอาจไม่ใช่อาการของโรคในช่องปากธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะติดเชื้อรุนแรงอย่าง “ฝีในปอด” ซึ่งปกติตามที่เราเข้าใจ ‘ฝี’ มักขึ้นตามผิวหนัง จะไปอยู่ในปอดได้อย่างไร? ในขณะที่หลายคนเตือนว่าปัญหาฟันผุเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของโรคปอดร้ายแรงนี้ได้เช่นกัน หากคุณกำลังมีข้อสงสัยเรื่องนี้อยู่มาหาคำตอบพร้อมกันในบทความนี้

ฝีในปอด (Lung Abscess) คือภาวะที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือจุลชีพในเนื้อปอด จนทำให้เนื้อปอดบริเวณนั้นเน่าตายและเกิดเป็น ‘โพรงหนอง (Cavity)’ ขนาดใหญ่ โดยภายในโพรงอาจมีทั้งหนอง เศษเนื้อตาย และเชื้อโรคสะสมอยู่ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและต้องรีบรักษา

“ฝีในปอด” อันตรายแค่ไหน?

ภาวะนี้คล้ายกับการเกิดสิวอักเสบเม็ดใหญ่ที่กลัดหนองเต่งตึง แต่เปลี่ยนตำแหน่งมาเกิดขึ้นลึกเข้าไปในเนื้อปอด หากปล่อยทิ้งไว้จนฝีแตกเชื้อโรคอาจลุกลามเข้าสู่ช่องเยื่อหุ้มปอด กระแสเลือด หรืออวัยวะอื่นรอบข้าง จนนำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สัญญาณเตือน! อาการแบบไหนเสี่ยงเป็นฝีในปอด

อาการของฝีในปอดในระยะแรกอาจคล้ายคลึงกับโรคปอดอักเสบทั่วไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนโพรงหนองก่อตัวชัดเจนขึ้น จะมีจุดสังเกตเฉพาะตัวที่โดดเด่น ดังนี้

  1. ไอเรื้อรังแบบมีเสมหะปนหนอง

เป็นอาการเด่นที่สุด โดยจะสังเกตได้ว่าเสมหะมักมีสีเขียว สีเหลืองข้น สีคล้ายหนอง หรือมีเลือดปนออกมาด้วย เนื่องจากกลไกของร่างกายพยายามขับเอาเศษเนื้อตาย หนอง และแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในโพรงฝีออกมาทางหลอดลม ทำให้เสมหะมีลักษณะข้นเหนียวและสีผิดปกติ

  1. ลมหายใจมีกลิ่นเหม็นเน่า

เป็นกลิ่นเหม็นรุนแรงที่ออกมาจากลมหายใจหรือเสมหะ แม้จะทำความสะอาดช่องปากแล้วก็ยังไม่หายไป สาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดไม่พึ่งออกซิเจนที่เติบโตในโพรงฝี ได้ปล่อยก๊าซที่มีกลิ่นเหม็นเน่าออกมาระหว่างที่กัดกินเนื้อปอด

  1. มีไข้สูง หนาวสั่น

ร่างกายจะมีไข้สูงเป็นๆ หายๆ และมักมีเหงื่อออกมากในตอนกลางคืน นี่คือปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อรุนแรง ทำให้ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น

  1. เจ็บหน้าอก

รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้าลึกๆ หรือเวลาไอ เกิดขึ้นเมื่อโพรงฝีขยายตัวใหญ่ขึ้นจนไปเบียด หรือทำให้เยื่อหุ้มปอด ซึ่งมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่จำนวนมากเกิดการอักเสบตามไปด้วย

  1. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

ร่างกายทรุดโทรม อ่อนเพลีย และน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะภาวะติดเชื้อเรื้อรังทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองมาใช้อย่างหนัก ประกอบกับสารอักเสบในร่างกายจะไปกดความอยากอาหาร ทำให้กินได้น้อยลง

สังเกตด่วน! อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์ทันที

หากมีอาการไข้ร่วมกับอาการไอดังต่อไปนี้ ควรรีบไปแผนกฉุกเฉินหรือพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

  • ไอออกมาเป็นเลือดสดในปริมาณมาก
  • หอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือหายใจเร็วผิดปกติ
  • ริมฝีปาก หรือปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (สัญญาณของภาวะออกซิเจนต่ำ)
  • เจ็บหน้าอกรุนแรงเฉียบพลัน หรือซึมลง สับสน มึนงง

เจาะลึกสาเหตุฝีในปอด เกิดจากอะไร?

สาเหตุของการเกิดฝีในปอด ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปทำลายเนื้อปอด โดยมีปัจจัยและกลไกหลักๆ ดังนี้

  1. การสำลัก เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง เชื้อโรคจากช่องปาก ลำคอ หรือเศษอาหารที่สำลักนั้นถูกสูดเข้าไปในหลอดลมและปอด ทำให้แบคทีเรียเข้าไปเจริญเติบโตและกัดกินเนื้อปอด
  2. สุขอนามัยช่องปากไม่ดี ผู้ที่มีฟันผุรุนแรง เหงือกอักเสบ หรือมีคราบหินปูนสะสม ช่องปากจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรงจำนวนมหาศาล เมื่อเผลอสำลักน้ำลายตัวเองเชื้อเหล่านี้ก็จะตรงเข้าสู่ปอดทันที
  3. ภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดอักเสบแต่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หรือติดเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรง เนื้อปอดที่อักเสบอาจตายลงและกลายเป็นฝีในที่สุด

ใครมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นฝีในปอดได้บ้าง?

  • ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ในคนกลุ่มนี้มักมีปัญหาเรื่องการกลืน หรือกล้ามเนื้อคออ่อนแรง ทำให้มีโอกาสสำลักอาหารหรือน้ำลายได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว
  • ผู้ที่มีภาวะการรับรู้ลดลง เช่น ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จนเมามายหมดสติ ผู้ใช้สารเสพติด หรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ซึ่งกลไกการไอเพื่อป้องกันการสำลักจะทำงานลดลง
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ได้ ผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

แนวทางการรักษาฝีในปอด

การรักษาฝีในปอดจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและความมีวินัยของผู้ป่วย โดยแพทย์จะประเมินการรักษาตามขนาดของฝีและความรุนแรงของอาการ 

  • การใช้ยาปฏิชีวนะ ถือเป็นวิธีการรักษาหลัก โดยในช่วงแรกผู้ป่วยมักต้องรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำในโรงพยาบาลจนกว่าไข้จะลดลง จากนั้นแพทย์จะเปลี่ยนเป็นยากิน ซึ่งต้องรับประทานต่อเนื่องยาวนานถึง 4-6 สัปดาห์ หรือจนกว่าภาพเอกซเรย์ปอดจะแสดงให้เห็นว่าโพรงหนองยุบตัวลงหมด
  • การเจาะระบายหนอง ในกรณีที่ฝีมีขนาดใหญ่มาก ร่างกายไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ หรือมีความเสี่ยงที่ฝีจะแตก แพทย์อาจพิจารณาใช้เข็มเจาะผ่านผนังทรวงอกเพื่อดูดและระบายหนองในปอดออก
  • การผ่าตัดเนื้อปอด จะใช้ในกรณีที่ฝีทำลายเนื้อปอดเป็นวงกว้าง มีเลือดออกรุนแรง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย

วิธีป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดฝีในปอด

การป้องกันฝีในปอดสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ดูแลด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

  • ดูแลสุขภาพช่องปากให้สะอาด แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนและอุดฟันผุเป็นประจำ เพื่อป้องกันปัญหาฟันผุและลดแหล่งสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก
  • ลดความเสี่ยงการสำลัก รับประทานอาหารในท่านั่งตัวตรง เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หากมีปัญหาการกลืนควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับลักษณะอาหารให้เหมาะสม 
  • เลิกสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์ สารพิษในบุหรี่จะเข้าไปทำลายกลไกการกำจัดเสมหะและลดภูมิคุ้มกันของปอด ส่วนการงดดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดความเสี่ยงในการขาดสติจนเมาหลับและสำลักอาเจียนหรือน้ำลายตนเองลงปอด
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้นและขับออกจากปอดได้ง่ายขึ้น ลดการอุดตันและสะสมของเชื้อโร

 

 

 

“หลายคนเข้าใจผิดว่าฝีในปอดเกิดเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่จริงๆ แล้วคนวัยทำงานที่แข็งแรงก็มีความเสี่ยงสูงได้เช่นกัน 

โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมกินอาหารเร็ว คุยหรือหัวเราะขณะกินอาหารจนสำลัก 

หรือดื่มแอลกอฮอล์จนเมาหลับแล้วเผลอสำลักน้ำลายหรืออาเจียนของตัวเองแล้วสูดลงปอดโดยไม่รู้ตัว

 เชื้อแบคทีเรียที่หลุดรอดลงไปเพียงเล็กน้อยสามารถเจริญเติบโตและกัดกินเนื้อปอดจนกลายเป็นโพรงหนองที่อันตรายได้ ดังนั้นการมีสติและระมัดระวังการสำลักในทุกมื้ออาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกวัย”


ผศ.นพ.วิรัช ตั้งสุจริตวิจิตร
อายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ, เวชบำบัดวิกฤตรพ.วิมุต

 

 

เพราะสุขภาพปอดและช่องปากมีความเชื่อมโยงกันได้ อาการไอเรื้อรัง เสมหะปนหนอง หรือลมหายใจมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่านหรือซื้อยามากินเอง หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการเหล่านี้ อย่ารอจนการอักเสบลุกลามเป็นโพรงหนอง ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจปอดและรับการรักษาอย่างทันท่วงที ควบคู่ไปกับการพบทันตแพทย์เพื่อจัดการต้นตอเชื้อโรคในช่องปาก เพราะการรักษาที่รวดเร็วและตรงจุด คือกุญแจสำคัญในการยับยั้งความรุนแรงและคืนลมหายใจที่สะอาดให้กลับมาอีกครั้ง

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์สุขภาพปอด ชั้น 7 โรงพยาบาลวิมุต 

เวลาทำการ 08:00 - 20:00 น. โทร. 0-2079-0315

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
ผศ.นพ.วิรัช ตั้งสุจริตวิจิตร แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ, เวชบำบัดวิกฤต

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ผศ.นพ.วิรัช
ตั้งสุจริตวิจิตร
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ, เวชบำบัดวิกฤต

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
วัณโรคปอด อันตรายจริงไหม? มีกี่ระยะ รักษาอย่างไร?

วัณโรคปอด อาจไม่ใช่โรคร้ายอย่างที่คิด หากรู้ทันเร็ว แม้จะเป็นโรคที่แพร่กระจายติดต่อกันได้ แต่หากรู้จักสังเกตอาการ และการรักษาก่อนที่โรคจะลุกลามและรุนแรงขึ้น ชวนทุกคนมารู้จักวัณโรคปอดไปพร้อมกับเรา

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
EVALI ปอดอักเสบรุนแรงจากบุหรี่ไฟฟ้า

EVALI คือ ปอดอักเสบรุนแรง ที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ที่หลายๆคนมักเข้าใจว่าบุหรี่ไฟฟ้ามักจะอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนแต่แท้จริงแล้วควันไอละอองจากบุหรี่ไฟฟ้ามีฝุ่นขนาดเล็ก 1.0 และ PM2.5

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ระวัง! ‘หลอดลมอักเสบ’ ภาวะอันตรายที่เกิดได้ทุกวัย

ไอเรื้อรัง เจ็บคอ หายใจไม่สะดวก อาจไม่ใช่แค่หวัด! รู้จัก ‘หลอดลมอักเสบ’ โรคระบบทางเดินหายใจที่ควรระวัง พร้อมเข้าใจสาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน และแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
หายใจไม่ออก อาจไม่ใช่แค่หวัด! รู้จักภาวะน้ำท่วมปอด…ก่อนสายเกินไป

ชวนมารู้จักภาวะน้ำท่วมปอด ภาวะอันตรายที่อาจส่งผลร้ายถึงชีวิต พร้อมเข้าใจถึงสาเหตุว่าเกิดจากอะไร อาการสำคัญ กลุ่มเสี่ยง ตลอดจนแนวทางการรักษาที่ควรรู้

อ่านเพิ่มเติม