MRI คืออะไร ตรวจอะไรได้บ้าง ? พร้อมเจาะลึกขั้นตอนการตรวจที่ควรรรู้

02 ก.พ. 69 
แชร์บทความ      

MRI เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่แพทย์มักแนะนำเมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติที่ต้องการภาพภายในร่างกายแบบคมชัดเป็นพิเศษ เพราะโรคหลายชนิด เช่น เนื้องอกสมอง หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทหรือเนื้องอกในช่องท้อง อาจไม่สามารถเห็นได้ชัดจากการตรวจเอกซเรย์ทั่วไป แพทย์จึงใช้ MRI เพื่อให้ได้ภาพที่ละเอียดขึ้นและช่วยวินิจฉัยได้แม่นยำกว่าเดิม

การเข้าใจหลักการทำงานและประโยชน์ของ MRI ไม่เพียงช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ แต่ยังทำให้ผู้เข้ารับการตรวจเตรียมตัวได้ถูกต้องและสบายใจยิ่งขึ้น ในบทความนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักว่า MRI คืออะไร แตกต่างจาก CT Scan อย่างไร รวมถึง MRI สามารถตรวจอะไรได้บ้างในแต่ละระบบของร่างกาย พร้อมแนะนำวิธีเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างปลอดภัย ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและแม่นยำที่สุด

การตรวจ MRI คืออะไร ?

MRI หรือ Magnetic Resonance Imaging คือการตรวจวินิจฉัยโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูง เพื่อสร้างภาพอวัยวะภายในร่างกายอย่างละเอียดโดยไม่ใช้รังสี ทำให้เป็นการตรวจที่ปลอดภัยต่อเนื้อเยื่อหลายส่วนและให้ความละเอียดสูงกว่าเครื่องมือตรวจหลายชนิด โดยเฉพาะ “เนื้อเยื่ออ่อน” เช่น สมอง ไขสันหลัง กล้ามเนื้อ และอวัยวะภายในช่องท้อง ทำให้แพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติที่ละเอียดมากขึ้น

ทั้งนี้ ยังมีอีกหนึ่งการตรวจวินิจฉัยที่ได้รับความนิยมอย่าง CT Scan ซึ่งเป็นการตรวจด้วยการสร้างภาพภายในร่างกายเช่นเดียวกัน แต่ทั้งสองมีหลักการทำงานและข้อบ่งชี้ที่แตกต่างกัน โดย MRI มักถูกเลือกใช้เมื่อแพทย์ต้องการภาพที่มีความละเอียดสูงเป็นพิเศษ เหมาะกับความผิดปกติที่ละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อน ในขณะที่ CT Scan เหมาะกับภาวะฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุ เลือดออกในสมอง หรือการประเมินปอดและกระดูก

สรุป MRI ต่างจาก CT Scan อย่างไร ?

                                                                                                                   

ลักษณะการตรวจ

MRI

CT Scan
 
เทคโนโลยี

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

รังสีเอกซ์

จุดเด่น

เห็นเนื้อเยื่ออ่อนชัดมาก เช่น สมอง กล้ามเนื้อ หรือเอ็น

รับภาพได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับภาวะฉุกเฉินและกระดูก ปอด และดูภาวะเลือดออกในสมอง

ความละเอียด

สูงมาก

สูง

ระยะเวลาตรวจ

ใช้เวลาตรวจต่ำสุด 40 นาที ถึง 3 ชม. โดยขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ต้องการตรวจ

15 - 30 นาที

การใช้สารช่วยการมองเห็น

อาจใช้ในบางกรณี

ใช้ในกรณีที่ต้องการทราบความผิดปกติของก้อนที่พบ
 

เทคโนโลยี MRI ตรวจอะไรได้บ้าง ?

MRI เป็นการตรวจที่ให้รายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อนได้อย่างคมชัด จึงถูกใช้วินิจฉัยโรคได้หลายระบบในร่างกาย โดยแบ่งเป็นกลุ่มอวัยวะสำคัญ ดังนี้

1. MRI ระบบประสาท สมอง และไขสันหลัง (Brain & Spine MRI)

เป็นการตรวจ MRI ที่มีความโดดเด่นมากที่สุด เพราะสามารถเห็นความผิดปกติของสมองและเส้นประสาทได้อย่างละเอียด เช่น
  • ภาวะเส้นเลือดสมองผิดปกติ เช่น หลอดเลือดตีบ แตก หรือโป่งพอง
  • เนื้องอกสมอง ซีสต์ หรือก้อนผิดปกติ
  • อาการปวดศีรษะเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่ได้
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)
  • การติดเชื้อหรือการอักเสบของระบบประสาท
  • ประเมินโครงสร้างสมองในผู้ป่วยลมชัก
  • ความผิดปกติของไขสันหลัง หมอนรองกระดูกกดทับ หรือเส้นประสาทถูกรบกวน

เหมาะกับผู้ที่มีอาการเวียนศีรษะ ชา แขนขาอ่อนแรง ปวดศีรษะเรื้อรัง เห็นภาพซ้อน หรือมีอาการบ่งชี้ด้านระบบประสาท

2. MRI กระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น (Musculoskeletal MRI)

MRI ให้ภาพของเอ็น กล้ามเนื้อ และหมอนรองกระดูกได้ชัดเจนมาก จึงมักถูกใช้เป็นการตรวจวินิจฉัยหลักในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังหรือบาดเจ็บจากกีฬา เช่น
  • เส้นเอ็นฉีก เช่น เอ็นไขว้หน้า (ACL), เอ็นไหล่ฉีก
  • หมอนรองกระดูกเคลื่อน กดทับเส้นประสาท
  • อาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง
  • ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ หรือการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อน
  • กล้ามเนื้ออักเสบหรือฉีกขาด
  • การบาดเจ็บจากการออกกำลังกายหรืออุบัติเหตุที่ต้องการเห็นภาพภายในแบบละเอียด

เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดข้อเรื้อรัง เจ็บจากกีฬา ชาร้าวลงแขน-ขา หรือมีความผิดปกติที่เอกซเรย์ทั่วไปเห็นไม่ชัด

3. MRI ช่องท้องและอุ้งเชิงกราน (Abdomen & Pelvis MRI

เป็นการตรวจที่ช่วยประเมินอวัยวะภายในได้ละเอียดโดยไม่ใช้รังสี เหมาะกับโรคที่ไม่สามารถเห็นชัดด้วยการตรวจอื่น เช่น
  • โรคตับ เช่น ก้อนเนื้อ ตับอักเสบ ตับแข็ง และทางเดินน้ำดี
  • โรคตับอ่อน เช่น ถุงน้ำตับอ่อน หรือมีก้อนเนื้อผิดปกติ
  • โรคไต เช่น เนื้องอก ซีสต์ หรือภาวะอุดตันของทางเดินปัสสาวะ
  • ประเมินต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง เพื่อดูการอักเสบหรือการกระจายของโรค
  • มดลูกและรังไข่ เช่น เนื้องอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ หรือภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่
  • ต่อมลูกหมากและก้อนเนื้อภายในอุ้งเชิงกราน เช่น ก้อนเนื้อหรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อโดยรอบ

เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง มีก้อนในช่องท้อง ประวัติซีสต์หรือเนื้องอก หรือแพทย์ต้องการภาพความละเอียดสูงของอวัยวะเฉพาะจุด

 

4. MRI หลอดเลือด (MR Angiography : MRA)

เป็นการตรวจหลอดเลือดโดยไม่ต้องฉีดสีในบางกรณี และไม่ใช้รังสี เช่น
  • หลอดเลือดสมองตีบหรือโป่งพอง
  • ความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณคอ
  • หลอดเลือดส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา ช่องท้อง

5. MRI หัวใจ (Cardiac MRI)

ใช้ประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจอย่างละเอียด เช่น
  • การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • พังผืดหรือเนื้อตายหลังกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • ความผิดปกติของห้องหัวใจหรือผนังหัวใจ
  • ตรวจโรคหัวใจแต่กำเนิด

6. MRI เต้านม (Breast MRI)

ใช้ตรวจความผิดปกติของเต้านมที่แมมโมแกรมหรืออัลตราซาวนด์เห็นได้ไม่ชัด หรือเหมาะกับผู้ที่เสริมเต้านมเทียม ซึ่งการทำแมมโมแกรมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย
  • ก้อนเนื้อหรือซีสต์ที่มีลักษณะซับซ้อน
  • สงสัยมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น
  • ประเมินการแพร่กระจายของโรค

การเตรียมตัวตรวจ MRI ก่อน-หลังทำอย่างไร ?

การเตรียมตัวก่อนการตรวจ MRI ที่ถูกต้องจะช่วยให้ได้ภาพผลตรวจที่คมชัด ลดโอกาสตรวจซ้ำ และทำให้ขั้นตอนทั้งหมดดำเนินไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด โดยมีแนวทางและขั้นตอนที่ควรปฎิบัติตาม ดังนี้

⏵ การเตรียมตัวก่อนตรวจ MRI

  • ถอดโลหะทั้งหมดออก เช่น เครื่องประดับ นาฬิกา กิ๊บติดผม
  • งดเครื่องสำอางบางประเภทในวันตรวจ เช่น อายไลเนอร์  มาสคาร่า หรือขนตาปลอม เนื่องจากอาจมีส่วนผสมที่เป็นโลหะ
  • แจ้งแพทย์ทันทีหากมีอุปกรณ์โลหะในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือแผ่นเหล็กสกรูยึดกระดูก
  • แจ้งหากกำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยตั้งครรภ์
  • แจ้งเจ้าหน้าที่หากกลัวที่แคบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเตรียมวิธีช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที เช่น การให้ยาคลายกังวลในบางกรณี

⏵ ขั้นตอนระหว่างตรวจ MRI

  • ผู้ตรวจต้องนอนนิ่งตลอดการตรวจเพื่อให้ได้ภาพคมชัด
  • เครื่องจะมีเสียงดัง ตึ้งๆ ตึกๆ เป็นเรื่องปกติ
  • อาจต้องกลั้นหายใจบางช่วง (เฉพาะการตรวจช่องท้อง)
  • บางการตรวจอาจมีการฉีดสารเพิ่มความคมชัดของภาพ

⏵ การปฏิบัติตัวหลังตรวจ MRI

  • สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที
  • หากมีการฉีดสารก่อนตรวจ ควรดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อช่วยขับออก
  • รอแพทย์แปลผลและให้คำแนะนำต่อไป

แนะนำโปรแกรมตรวจวินิฉัยโรคหลอดเลือดสมองด้วยเครื่อง MRI

การตรวจ MRI เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองมีความละเอียดและแม่นยำสูง ซึ่งที่โรงพยาบาลวิมุตเราพร้อมให้บริการเครื่อง MRI มาตรฐานระดับสากล ผ่านโปรแกรมตรวจคัดกรองเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสมองและหลอดเลือดสมองโดยตรง ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านรังสี และบุคลากรผู้มีประสบการณ์สูงคอยให้คำปรึกษาและประเมินผลอย่างแม่นยำ เพื่อให้ผู้รับบริการมั่นใจได้ในมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด และผลตรวจที่เชื่อถือได้

MRI คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติของอวัยวะภายในได้อย่างละเอียด โดยเฉพาะอวัยวะที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน เช่น สมอง กล้ามเนื้อ เอ็น รวมถึงอวัยวะภายในช่องท้อง การทำความเข้าใจขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนตรวจ MRI จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจตลอดกระบวนการตรวจ ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้แพทย์ระบุสาเหตุของอาการเจ็บป่วยได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การวางแผนแนวทางรักษาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในระยะยาว

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่

โรงพยาบาลวิมุต โทร. 0-2079-0060

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ