เช็กอาการโนโรไวรัส ตัวการติดเชื้อที่ทำให้อาเจียน ท้องเสียในเด็กได้

06 ม.ค. 69  | ศูนย์กุมารเวช
แชร์บทความ      

ในช่วงกลางดึก หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ควรจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จู่ๆ ลูกน้อยก็มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ตามมาด้วยอาการท้องเสียถ่ายเหลวไม่หยุด… หากคุณพ่อคุณแม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ คงเข้าใจถึงความกังวลใจเป็นอย่างดี และหนึ่งในตัวการสำคัญที่มักก่อให้เกิดอาการเหล่านี้ก็คือ "โนโรไวรัส" (Norovirus)

ซึ่งโนโรไวรัสนี้เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย แต่ที่น่ากังวลที่สุดคือการระบาดในเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน เพื่อความสบายใจของคุณพ่อคุณแม่ที่จะช่วยให้เข้าใจไวรัสชนิดนี้อย่างถูกต้อง รับมือเบื้องต้นได้อย่างมั่นใจ และทราบถึงสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันทีได้ที่นี่

โนโรไวรัสคืออะไร และติดต่อได้อย่างไร?

โนโรไวรัส (Norovirus) คือเชื้อไวรัสกลุ่มหนึ่งที่เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการท้องเสียและอาเจียนรุนแรงทั่วโลก จุดเด่นของไวรัสชนิดนี้คือติดต่อกันได้ง่ายมาก มีเชื้อในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ป่วยได้ ซึ่งช่องทางหลักในการติดต่อที่ควรระมัดระวังมี ดังนี้

  • การสัมผัสโดยตรง เมื่อสัมผัสกับผู้ป่วย หรือสัมผัสกับอาเจียน อุจจาระของผู้ป่วย
  • การสัมผัสทางอ้อม สัมผัสกับพื้นผิวหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ลูกบิดประตู, ของเล่น แล้วนำนิ้วเข้าปาก
  • การรับประทานอาหารหรือน้ำ การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป

ด้วยเหตุนี้ โนโรไวรัสจึงมักระบาดได้อย่างรวดเร็วในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก และในครอบครัว

เจาะลึกอาการของโนโรไวรัส

หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 12-48 ชั่วโมง ผู้ที่ได้รับเชื้อจะเริ่มแสดงอาการอย่างเฉียบพลัน โดยอาการพื้นฐานที่พบได้ในทุกวัยจะมีอาการเด่น ดังนี้ 

1. คลื่นไส้ อาเจียน 

เมื่อได้รับเชื้อไวรัสเข้าไป เชื้อจะเข้าไปทำลายและรบกวนการทำงานของเซลล์เยื่อบุในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารช้าลง อาหารจึงค้างอยู่นานขึ้น จึงรู้สึกคลื่นไส้ได้ นอกจากนี้ การติดเชื้อยังไปกระตุ้นการหลั่งสารเซโรโทนินในลำไส้ ซึ่งจะส่งสัญญาณตรงไปยังศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมอง ทำให้เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรง (อ้วกพุ่ง) เพื่อพยายามขับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด

2. ปวดท้อง อาจปวดแบบบิดๆ หรือปวดเกร็งทั่วท้อง

เป็นผลโดยตรงจากการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ เนื่องจากลำไส้มีการบีบตัวอย่างรุนแรงและผิดปกติ เพื่อพยายามขับไล่เชื้อไวรัสและของเสียต่างๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการปวดเกร็งหรือปวดบิดได้

3. ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ

เมื่อเชื้อไวรัสทำลายเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้เล็กซึ่งมีหน้าที่หลักในการดูดซึม จะทำให้ความสามารถในการดูดซึมน้ำและสารอาหารของลำไส้ลดลงอย่างมาก ของเหลวและอาหารจึงค้างอยู่ในลำไส้ นอกจากนี้ การอักเสบยังอาจกระตุ้นให้ผนังลำไส้ขับน้ำออกมาเพิ่มขึ้นอีกด้วย เมื่อมีของเหลวในลำไส้ปริมาณมาก ร่างกายจึงต้องขับออกมาในรูปแบบของอุจจาระเหลวเป็นน้ำ หรืออาการท้องเสียนั่นเอง

4. มีไข้ต่ำๆ และปวดศีรษะ

อาการเหล่านี้เป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันทั่วร่างกายต่อการติดเชื้อ เมื่อร่างกายตรวจพบผู้บุกรุก (ไวรัส) ระบบภูมิคุ้มกันจะหลั่งสารเคมีที่เรียกว่า ไซโตไคน์ (Cytokines) ออกมาในกระแสเลือดเพื่อต่อสู้ สารเหล่านี้เองที่ส่งสัญญาณไปยังสมองทำให้เกิดอาการไข้ ปวดศีรษะ และทำให้รู้สึกปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อคล้ายกับอาการเวลาเป็นไข้หวัดใหญ่

5. อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว รู้สึกไม่มีแรงอย่างเห็นได้ชัด

เป็นผลโดยตรงจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้พลังงานสูงมาก อีกทั้งการอาเจียนและถ่ายเป็นน้ำทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ ที่ยิ่งซ้ำเติมทำให้อาการอ่อนเพลียรุนแรงและชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกลือแร่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อร่างกายเสียสมดุลของเกลือแร่จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและรู้สึกไม่มีแรงได้

ความแตกต่างที่สำคัญของอาการโนโรไวรัสในเด็กและผู้ใหญ่

แม้จะมีอาการพื้นฐานเหมือนกัน แต่ลักษณะอาการเด่นที่มักจะแสดงออกมาจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้

อาการโนโรไวรัสในเด็ก (โดยเฉพาะเด็กเล็ก)

  • อาเจียนอย่างรุนแรงและฉับพลัน เป็นอาการเด่นจำเพาะในเด็กที่ติดเชื้อโนโรไวรัส ซึ่งจะอาเจียนอย่างหนัก รุนแรง หรือที่หลายคนเรียกว่า "อ้วกพุ่ง" 
  • ท้องเสีย แม้จะมีอาการท้องเสียซึ่งเป็นอาการรองร่วมด้วย แต่โดยส่วนมากอาการอาเจียนมักจะเกิดขึ้นก่อนและเด่นชัดกว่า
  • ภาวะขาดน้ำ เนื่องจากการอาเจียนรุนแรงทำให้เด็กไม่สามารถดื่มนมหรือน้ำชดเชยได้ ประกอบกับร่างกายของเด็กมีปริมาณน้ำสำรองน้อยกว่าผู้ใหญ่ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะขาดน้ำได้อย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากอาการปากแห้ง ตาโหล ซึมลง ไม่มีแรง ปัสสาวะน้อยลงหรือมีสีเข้มจัด ร้องไห้ไม่มีน้ำตา วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด โดยเฉพาะเวลายืน

อาการโนโรไวรัสในผู้ใหญ่

  • ท้องเสียเป็นอาการเด่น ผู้ใหญ่มักจะมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำในปริมาณมากและถ่ายหลายครั้ง ซึ่งเป็นอาการหลักที่พบได้มากในผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ
  • อาเจียนเป็นอาการรอง แม้จะมีอาการอาเจียน แต่ความรุนแรงและความถี่อาจไม่มากเท่าที่พบในเด็ก
  • อาจมีภาวะขาดน้ำได้ เนื่องจากร่างกายมีขนาดใหญ่กว่าและสามารถดื่มน้ำชดเชยได้ดีกว่า โอกาสเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงจึงน้อยกว่า (แต่ยังคงเกิดขึ้นได้หากอาการหนัก)

โนโรไวรัสกับวิธีดูแลลูกน้อยที่บ้าน และสัญญาณอันตรายที่ต้องไปโรงพยาบาล 

โนโรไวรัสไม่มียารักษาโดยตรง การรักษาจึงเป็นการดูแลตามอาการ หัวใจสำคัญที่สุดคือ ‘การป้องกันภาวะขาดน้ำ’

วิธีดูแลลูกเบื้องต้นที่บ้าน หากติดเชื้อโนโรไวรัส

  • ให้จิบเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ สำคัญที่สุด! ควรให้ลูกจิบเกลือแร่สำหรับเด็กทีละน้อย แต่บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการอาเจียนและท้องเสีย
  • ให้อาหารอ่อน ย่อยง่าย เมื่อลูกหยุดอาเจียนให้เริ่มด้วยอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม กล้วย หรือซุปใส
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ให้ลูกได้นอนหลับพักผ่อนมากๆ เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง
  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เฝ้าดูความถี่ของการอาเจียน ท้องเสีย และสังเกตสัญญาณภาวะขาดน้ำอยู่เสมอ

สำหรับผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อโนโรไวรัส วิธีการดูแลตัวเองเบื้องต้นจะคล้ายคลึงกับเด็ก ควรหมั่นจิบน้ำและเกลือแร่ ORS เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาฟื้นฟู ต่อสู้กับเชื้อไวรัส

 

⚠️สัญญาณอันตรายของภาวะขาดน้ำ (ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที) ⚠️

หากลูกน้อยมีอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน

  • ปากแห้ง ปากแตก ลิ้นแห้ง
  • ร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
  • ตาโหลลึก
  • กระหม่อมบุ๋ม (ในเด็กทารก)
  • ปัสสาวะน้อยลงมาก หรือไม่ปัสสาวะเลยติดต่อกันนาน 6-8 ชั่วโมง (สังเกตจากผ้าอ้อมที่ไม่เปียก)
  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ไม่มีแรงเล่น อ่อนเพลียมาก
 
แม้โนโรไวรัสจะทำให้เกิดอาการป่วยที่รุนแรงและน่าตกใจ แต่โดยส่วนใหญ่มักจะหายได้เองภายใน 1-3 วัน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญที่สุดคือการดูแลไม่ให้ลูกเกิดภาวะขาดน้ำ และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วยการล้างมืออย่างเคร่งครัดด้วยสบู่และน้ำเท่านั้น ควรเน้นการล้างด้วยสบู่เหลวและน้ำอย่างน้อย 20 วินาที เนื่องจากการล้างด้วยแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันเชื้อได้ ทำความสะอาดพื้นผิวที่ปนเปื้อน ซักเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนด้วยน้ำร้อน แยกของใช้ส่วนตัวและแยกตัวจากผู้อื่น หากไม่แน่ใจหรือสังเกตพบสัญญาณอันตราย การไปพบแพทย์คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 08:00-24:00 น. โทร. 0-2079-0038

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
พญ.สีวลี สีดาฟอง แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.สีวลี
สีดาฟอง
กุมารเวชศาสตร์
กุมารเวชศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ลูกของคุณเสี่ยงมีพฤติกรรมคล้าย-ออทิสติกหรือไม่?

พฤติกรรมคล้ายออทิสติกหรือในสื่อสังคมมักเรียกว่า “ออทิสติกเทียม” เป็นภาวะที่เด็กขาด “การกระตุ้น” ในการสื่อสารสองทางโรคออทิสติก เกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่อาการออทิสติกเทียมจะเกิดจาก "ขาดการกระตุ้น" เป็นหลัก

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
เตรียมลูกรักให้ Ready เมื่อเปิดเทอมนี้ Covid มาเยือน ปี 2568

ช่วงนี้เปิดเทอมแล้ว ปี 2568 ฤดุฝนแบบนี้พ่อแม่ต้องระวังเป็นพิษ ทั้งไข้หวัด หรือโควิด มาเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมรับมือกับโควิดไปด้วยกัน

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
เด็กนอนกรน... อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อันตรายที่ต้องรีบเช็กด่วน

ฝันร้ายของลูกน้อย... อาจมาจากเสียงเด็กนอนกรน! ที่อาจเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับ ชวนไขข้อข้องใจเรื่อง "นอนกรนในเด็ก" ที่พ่อแม่ควรรู้! เกิดจากอะไร กำลังบอกอะไรและอันตรายอย่างไร

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
รู้ได้อย่างไร เด็กอ้วน เกินเกณฑ์ อันตรายแอบแฝงที่พ่อแม่ควรรู้

พ่อแม่ควรรู้น้ำหนักลูก เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเกินเกณฑ์ เสี่ยงเป็นโรคอ้วนในเด็กได้ ชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูอันตรายแฝงที่แอบซ่อนอยู่ในเด็กอ้วน พร้อมแนวทางการรักษา ลดน้ำหนักไปด้วยกันได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม