
อยู่ดีๆ ลูกน้อยก็ไม่สบายเหมือนเป็นไข้หวัด แต่ที่น่าแปลกใจกว่านั้นคืออาการไอเสียงแปลกๆ ทุ้มและก้องเหมือนเสียงหมาเห่า... ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านกังวลใจไม่น้อยว่าลูกจะป่วยเป็นอะไรร้ายแรงไหม ซึ่งอาการไอเสียงทุ้มๆ ก้องๆ นี้อาจเป็นสัญญาณของโรคครู้ปที่มีสาเหตุสำคัญมาจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า "พาราอินฟลูเอนซ่า" ที่แม้ชื่อจะฟังดูคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่เป็นเชื้อคนละตัวที่คุณพ่อคุณแม่ควรเฝ้าระวังเช่นกัน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย ไปทำความรู้จักและเข้าใจเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าชนิดนี้ให้ลึกขึ้น พร้อมวิธีรับมือเบื้องต้น และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์
ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า คืออะไร ?
ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า (Human Parainfluenza Virus - HPIV) คือเชื้อไวรัสที่พบบ่อยซึ่งก่อให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหลักของกลุ่มอาการที่เรียกว่าโรคครูป (Croup) หรือกล่องเสียงอักเสบ โดยเชื้อนี้เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการป่วยคล้ายไข้หวัดในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
ซึ่งเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่านี้มีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์หลักๆ คือ HPIV-1, 2, 3, 4
การแพร่เชื้อและช่องทางการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า ติดต่อกันได้อย่างไร ?
เชื้อนี้สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย แล้วนำมือมาสัมผัสจมูกหรือปาก สำหรับในประเทศไทยเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่ามีการระบาดตามฤดูกาลอย่างชัดเจน โดยมักจะพบการระบาดชุกชุมที่สุดในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน - ตุลาคม ซึ่งมักจะตรงกับช่วงการเปิดภาคเรียนพอดี ทำให้เด็กๆ ที่อยู่รวมกันในห้องเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก มีโอกาสสัมผัสและแพร่เชื้อให้กันได้ง่ายขึ้น

อาการของการติดเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่า ที่พ่อแม่ต้องสังเกต
การติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าสามารถทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ ตั้งแต่คล้ายไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงอาการที่น่ากังวล ตามสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ โดยระยะฟักตัวของโรคนี้อยู่ที่ 2-6 วัน จึงจะเริ่มมีอาการแสดงออกมาให้เห็น
อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-1 และ HPIV-2
มักพบในเด็กเล็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ทำให้เกิดการอักเสบของกล่องเสียงที่เรียกว่า ‘กลุ่มโรคครูป (Croup)’ หรือกลุ่มอาการไอเสียงก้อง โดยมีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้
- มีไข้
- ไอเสียงก้องคล้ายเสียงเห่า เสียงแหบเมื่อพูดหรือร้องไห้ ซึ่งเป็นลักษณะอาการเด่นชัดของกลุ่มโรคครูป
- หายใจลำบาก มีเสียงหวีดขณะหายใจเข้า
- อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-3
เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงที่สุด โดยจะทำให้มีอาการหลอดลมฝอยและปอดอักเสบ ซึ่งสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้
- มีไข้สูง
- หายใจเร็ว มีเสียงวี้ด และหอบเหนื่อย
- หายใจมีอกบุ๋ม หรือหายใจกระแทก
- มีเสมหะปริมาณมาก
- อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-4
สายพันธุ์นี้จะก่อให้เกิดการติดเชื้อของระบบหายใจส่วนบนเท่านั้น และมีอาการเพียงเล็กน้อย ดังนี้
- น้ำมูกไหล
- ไอ จาม
- เจ็บคอ
|
⚠️ความแตกต่างของเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า กับไข้หวัดใหญ่ และ RSV แม้พาราอินฟลูเอนซ่าจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่และ RSV แต่จุดสังเกตสำคัญที่มักทำให้แพทย์นึกถึงเชื้อตัวนี้ คือการเกิด ‘โรคครูป (Croup)’ ที่มีอาการ ‘ไอเสียงก้อง’ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่สุด ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการเด่นเรื่องไข้สูงและปวดเมื่อยตัวมากกว่า และ RSV มักเป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบในทารกและเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม การแยกโรคที่แน่นอนจำเป็นต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์และการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อเท่านั้น |
สัญญาณอันตราย! ที่ต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันที
หากลูกน้อยมีอาการไอเสียงก้องร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน
- เสียงแหบมาก
- หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
- หายใจเข้ามีเสียงดัง แม้ขณะพักหรือไม่ได้ร้องไห้
- ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
- ซึมลงมาก ไม่เล่น ไม่ยอมดื่มนม/น้ำ หรือกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง
- กลืนน้ำลายลำบาก หรือน้ำลายไหลตลอดเวลา

การดูแลและรักษาเมื่อติดเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่า
เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า จึงไม่มียารักษาจำเพาะและยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผล การรักษาหลักคือการดูแลตามอาการ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายขึ้นและปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัว
- พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำอุ่นมากๆ
- หากมีไข้ให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล และเช็ดตัวลดไข้
- หากหายใจไม่สะดวกหรือมีอาการครูปปานกลางถึงรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษาและยาพ่นสเตียรอยด์เพื่อลดการบวมของกล่องเสียงและหลอดลม
ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าเป็นสาเหตุสำคัญของโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก โดยเฉพาะโรคครูปที่มีอาการไอเสียงก้องเป็นลักษณะเด่น แม้ส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการที่บ้านได้แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเฝ้าสังเกตสัญญาณอันตรายเพื่อไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที และเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง การป้องกันที่ดีที่สุดจึงเป็นการรักษาสุขอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และไม่พาเด็กไปในสถานที่แออัดโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หากไม่แน่ใจหรือสงสัยอาการของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัยที่สุด ที่ศูนย์สุขภาพเด็กโรงพยาบาลวิมุต เรามีทีมกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัย ที่จะช่วยประเมินและดูแลลูกน้อยของคุณได้อย่างตรงจุด
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่
ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต
เวลาทำการ 08:00-24:00 น. โทร. 0-2079-0038
หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์
ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ
แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

ชินธเนศ

ชินธเนศ

ชินธเนศ

ชินธเนศ

ชินธเนศ

ชินธเนศ
เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

เด็กนอนกรน... อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อันตรายที่ต้องรีบเช็กด่วน
ฝันร้ายของลูกน้อย... อาจมาจากเสียงเด็กนอนกรน! ที่อาจเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับ ชวนไขข้อข้องใจเรื่อง "นอนกรนในเด็ก" ที่พ่อแม่ควรรู้! เกิดจากอะไร กำลังบอกอะไรและอันตรายอย่างไร

รู้ได้อย่างไร เด็กอ้วน เกินเกณฑ์ อันตรายแอบแฝงที่พ่อแม่ควรรู้
พ่อแม่ควรรู้น้ำหนักลูก เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเกินเกณฑ์ เสี่ยงเป็นโรคอ้วนในเด็กได้ ชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูอันตรายแฝงที่แอบซ่อนอยู่ในเด็กอ้วน พร้อมแนวทางการรักษา ลดน้ำหนักไปด้วยกันได้ที่นี่

ลูกของคุณเสี่ยงมีพฤติกรรมคล้าย-ออทิสติกหรือไม่?
พฤติกรรมคล้ายออทิสติกหรือในสื่อสังคมมักเรียกว่า “ออทิสติกเทียม” เป็นภาวะที่เด็กขาด “การกระตุ้น” ในการสื่อสารสองทางโรคออทิสติก เกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่อาการออทิสติกเทียมจะเกิดจาก "ขาดการกระตุ้น" เป็นหลัก

เตรียมลูกรักให้ Ready เมื่อเปิดเทอมนี้ Covid มาเยือน ปี 2568
ช่วงนี้เปิดเทอมแล้ว ปี 2568 ฤดุฝนแบบนี้พ่อแม่ต้องระวังเป็นพิษ ทั้งไข้หวัด หรือโควิด มาเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมรับมือกับโควิดไปด้วยกัน

เด็กนอนกรน... อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อันตรายที่ต้องรีบเช็กด่วน
ฝันร้ายของลูกน้อย... อาจมาจากเสียงเด็กนอนกรน! ที่อาจเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับ ชวนไขข้อข้องใจเรื่อง "นอนกรนในเด็ก" ที่พ่อแม่ควรรู้! เกิดจากอะไร กำลังบอกอะไรและอันตรายอย่างไร

รู้ได้อย่างไร เด็กอ้วน เกินเกณฑ์ อันตรายแอบแฝงที่พ่อแม่ควรรู้
พ่อแม่ควรรู้น้ำหนักลูก เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเกินเกณฑ์ เสี่ยงเป็นโรคอ้วนในเด็กได้ ชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูอันตรายแฝงที่แอบซ่อนอยู่ในเด็กอ้วน พร้อมแนวทางการรักษา ลดน้ำหนักไปด้วยกันได้ที่นี่

ลูกของคุณเสี่ยงมีพฤติกรรมคล้าย-ออทิสติกหรือไม่?
พฤติกรรมคล้ายออทิสติกหรือในสื่อสังคมมักเรียกว่า “ออทิสติกเทียม” เป็นภาวะที่เด็กขาด “การกระตุ้น” ในการสื่อสารสองทางโรคออทิสติก เกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่อาการออทิสติกเทียมจะเกิดจาก "ขาดการกระตุ้น" เป็นหลัก

เตรียมลูกรักให้ Ready เมื่อเปิดเทอมนี้ Covid มาเยือน ปี 2568
ช่วงนี้เปิดเทอมแล้ว ปี 2568 ฤดุฝนแบบนี้พ่อแม่ต้องระวังเป็นพิษ ทั้งไข้หวัด หรือโควิด มาเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมรับมือกับโควิดไปด้วยกัน

ลูกของคุณเสี่ยงมีพฤติกรรมคล้าย-ออทิสติกหรือไม่?
พฤติกรรมคล้ายออทิสติกหรือในสื่อสังคมมักเรียกว่า “ออทิสติกเทียม” เป็นภาวะที่เด็กขาด “การกระตุ้น” ในการสื่อสารสองทางโรคออทิสติก เกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่อาการออทิสติกเทียมจะเกิดจาก "ขาดการกระตุ้น" เป็นหลัก

เตรียมลูกรักให้ Ready เมื่อเปิดเทอมนี้ Covid มาเยือน ปี 2568
ช่วงนี้เปิดเทอมแล้ว ปี 2568 ฤดุฝนแบบนี้พ่อแม่ต้องระวังเป็นพิษ ทั้งไข้หวัด หรือโควิด มาเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมรับมือกับโควิดไปด้วยกัน

เด็กนอนกรน... อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อันตรายที่ต้องรีบเช็กด่วน
ฝันร้ายของลูกน้อย... อาจมาจากเสียงเด็กนอนกรน! ที่อาจเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับ ชวนไขข้อข้องใจเรื่อง "นอนกรนในเด็ก" ที่พ่อแม่ควรรู้! เกิดจากอะไร กำลังบอกอะไรและอันตรายอย่างไร

รู้ได้อย่างไร เด็กอ้วน เกินเกณฑ์ อันตรายแอบแฝงที่พ่อแม่ควรรู้
พ่อแม่ควรรู้น้ำหนักลูก เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเกินเกณฑ์ เสี่ยงเป็นโรคอ้วนในเด็กได้ ชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูอันตรายแฝงที่แอบซ่อนอยู่ในเด็กอ้วน พร้อมแนวทางการรักษา ลดน้ำหนักไปด้วยกันได้ที่นี่