ปวดท้องน้อย ปัสสาวะบ่อย เสี่ยง! กรวยไตอักเสบ โรคติดเชื้อที่อันตรายกว่าที่คิด

09 ธ.ค. 68  | ศูนย์ระบบทางเดินปัสสาวะ
แชร์บทความ      

หลายคนอาจคิดว่าอาการปัสสาวะแสบขัดหรือปวดท้องน้อย เป็นเพียงอาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่รักษาไม่นานก็หาย แต่ความจริงแล้วอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “กรวยไตอักเสบ” โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่รุนแรงกว่า หากเชื้อแบคทีเรียลุกลามขึ้นไปถึงไตโดยไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจลุกลามจนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต 

บทความนี้จะพาไปรู้จักโรคกรวยไตอักเสบเกิดจากอะไร อาการที่ต้องระวัง ความแตกต่างจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบ วิธีรักษา ตลอดจนแนวทางการป้องกัน เพื่อช่วยให้ผู้มีความเสี่ยงสามารถสังเกตความผิดปกติของร่างกายได้อย่างทันท่วงที และหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

รู้จัก กรวยไตอักเสบ คืออะไร ?

กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) คือโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นบริเวณ “กรวยไต” ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างไตกับท่อไต ทำหน้าที่ลำเลียงปัสสาวะลงไปยังกระเพาะปัสสาวะ โดยเชื้อที่ทำให้เกิดโรคส่วนใหญ่คือแบคทีเรียกลุ่มเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) หรือที่รู้จักกันในชื่ออีโคไล (E. coli) ที่ปกติมักอาศัยอยู่ในลำไส้ แต่เมื่อลุกลามเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะและขึ้นไปถึงไตอาจทำให้เกิดการอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาเชื้อสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือด และก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

เข้าใจสาเหตุ กรวยไตอักเสบ เกิดจากอะไร ?

สาเหตุหลักของกรวยไตอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย E. coli  ซึ่งปนเปื้อนเข้าสู่ท่อปัสสาวะแล้วลุกลามไปยังกระเพาะปัสสาวะ ก่อนขึ้นไปถึงกรวยไต โดยมีปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ ดังนี้

  • การอุดตันของทางเดินปัสสาวะ เมื่อมีสิ่งอุดกั้นในทางเดินปัสสาวะจะส่งผลให้ปัสสาวะคั่งอยู่ภายในร่างกาย และกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่สามารถแพร่ขึ้นไปถึงไตได้ โดยสาเหตุของการอุดตันที่พบบ่อย ได้แก่ นิ่วในไต นิ่วในท่อไต เนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ และภาวะต่อมลูกหมากโตในผู้ชายสูงอายุ
  • ความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจเป็นตั้งแต่กำเนิด เช่น ภาวะปัสสาวะไหลย้อนจากกระเพาะปัสสาวะกลับขึ้นไปยังไต (Vesicoureteral reflux -  VUR) หรือท่อไตมีลักษณะผิดปกติจนทำให้ปัสสาวะไหลเวียนไม่สะดวก ภาวะเหล่านี้ทำให้ปัสสาวะค้างอยู่และเอื้อต่อการติดเชื้อ
  • การใช้สายสวนปัสสาวะ ในผู้ที่ต้องใส่สายสวนปัสสาวะ (Foley catheter) เป็นเวลานาน เช่น ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดหรือผู้ป่วยติดเตียง มักมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ เนื่องจากสายสวนเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและลุกลามขึ้นไปที่ไตได้โดยตรง
  • ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรัง มักต้านเชื้อได้ไม่ดี จึงมีโอกาสเกิดการติดเชื้อรุนแรงและลุกลามไปถึงไตได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
  • พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ ดื่มน้ำน้อย หรือการดูแลสุขอนามัยไม่ถูกวิธี ล้วนเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะและอาจลุกลามไปถึงไต โดยเฉพาะในผู้หญิง หากเช็ดทำความสะอาดผิดวิธีจากด้านหลังมาด้านหน้า เชื้อจากทวารหนักอาจเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้โดยง่าย

⚠️ เนื่องจากท่อทางเดินปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าผู้ชาย จึงทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าถึงไตได้ง่าย ผู้หญิงจึงมีโอกาสเกิดกรวยไตอักเสบสูงกว่า

 
 

เช็กลิสต์ คนเป็นกรวยไตอักเสบ อาการเป็นอย่างไง ?

ผู้ป่วยโรคกรวยไตอักเสบ อาการในระยะแรกมักปรากฎขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง เนื่องจากการอักเสบของเนื้อไตและกรวยไตจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้หรือมีปัจจัยเสี่ยงเชื้ออาจเข้าสู่กระแสเลือดและทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้ โดยอาการที่พบบ่อยและควรเฝ้าระวัง มีดังนี้
  • มีไข้สูง หนาวสั่น ถือเป็นอาการเด่นที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักมีไข้ขึ้นอย่างรวดเร็วและมีอาการหนาวสั่น เนื่องจากร่างกายกำลังตอบสนองต่อการติดเชื้อและการอักเสบที่เกิดขึ้นในไต
  • ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบขัด หรือมีเลือดปน อาการเหล่านี้เกิดจากการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะและทางเดินปัสสาวะที่ลุกลามไปถึงไต
  • คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อการติดเชื้อรุนแรงขึ้นระบบทางเดินอาหารมักตอบสนองด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของร่างกายที่พยายามขับสิ่งแปลกปลอมและของเสียออกไป
  • ปวดท้องน้อย และปวดหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย บริเวณเอว หรือสีข้าง โดยมักปวดข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งอาการปวดนี้มักมาเป็นระยะและอาจรุนแรงขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยแยกกรวยไตอักเสบออกจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยกรวยไตอักเสบ อาจมีบางอาการที่คล้ายคลึงกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากทั้ง 2 โรค เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเหมือนกัน จึงอาจทำให้ผู้ป่วยสับสนและเข้ารับการรักษาช้า การเข้าใจความแตกต่างของอาการระหว่างกรวยไตอักเสบกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยหรือผู้มีความเสี่ยงไม่ควรมองข้าม

สรุป ความแตกต่างอาการระหว่าง ‘กรวยไตอักเสบ’ กับ ‘กระเพาะปัสสาวะอักเสบ’


อาการ

กรวยไตอักเสบ 

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ปัสสาวะบ่อย แสบขัด



ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่น



ปวดท้องน้อย



ปวดหลัง เอว หรือสีข้าง

✔ 

(ชัดเจน)



มีไข้



คลื่นไส้ อาเจียน



อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย



ภาวะแทรกซ้อน

(รุนแรง)

✔  

(ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง)

 
 

ภาวะแทรกซ้อนจากกรวยไตอักเสบที่ควรระวัง

กรวยไตอักเสบเกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียลุกลามไปตามกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เนื้อไตถูกทำลายและส่งผลให้การทำงานของไตลดลง ซึ่งมักก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต เช่น
  • ไตวายเฉียบพลัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีการทำงานของไตหยุดชะงักกะทันหันจากการอักเสบรุนแรง ทำให้ร่างกายไม่สามารถขับของเสียออกทางปัสสาวะได้ตามปกติ
  • ฝีในไต เชื้อที่สะสมภายในไตอาจก่อให้เกิดหนองหรือตีบตันในเนื้อไต ส่งผลให้การรักษาซับซ้อนขึ้น ในบางรายอาจต้องอาศัยการผ่าตัดร่วมด้วย
  • ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด เชื้อแบคทีเรียจากไตสามารถเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีไข้สูง หนาวสั่น ความดันโลหิตสูง และอวัยวะล้มเหลว ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

กรวยไตอักเสบ รักษาได้ไหม ?

แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษากรวยไตอักเสบจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงของอาการ ผลการตรวจปัสสาวะหรือเลือด ภาวะการทำงานของไตและโรคประจำตัวที่ผู้ป่วยมีอยู่เดิม การรักษาจึงไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่จะถูกปรับให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีแนวทางหลักในการรักษา ดังนี้
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ ในบางกรณีที่อาการไม่รุนแรงอาจให้ยารับประทาน แต่หากผู้ป่วยมีไข้สูง อาเจียน หรือเชื้อดื้อยา จำเป็นต้องให้ยาฉีดในโรงพยาบาลเพื่อควบคุมการติดเชื้อ
  • การพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังอาการและให้การรักษาอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้น้ำเกลือ ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ และประเมินการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง
  • การรักษาภาวะแทรกซ้อน หากตรวจพบภาวะแทรกซ้อนร่วม เช่น ฝีในไต หรือไตวายเฉียบพลัน แพทย์อาจพิจารณารักษาเพิ่มเติมด้วยการเปิดระบายหนองในไต หรือดูแลภาวะไตวายด้วยการฟอกไตในบางราย
  • การติดตามผลการรักษา แพทย์อาจนัดตรวจปัสสาวะซ้ำหรือตรวจภาพถ่ายทางรังสีเพิ่มเติม เพื่อยืนยันว่าการติดเชื้อหายสนิทแล้ว เพราะหากการอักเสบไม่หายขาดอาจพัฒนาไปเป็นกรวยไตอักเสบเรื้อรัง และส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตในระยะยาว

แนวทางป้องกันกรวยไตอักเสบ

แม้ว่ากรวยไตอักเสบจะสามารถรักษาได้ แต่การป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อตั้งแต่แรกถือว่าสำคัญที่สุด เพราะหากเชื้อลุกลามไปถึงไตแล้วอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน โดยแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันกรวยไตอักเสบ มีดังนี้
  • ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด การรักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะ 
  • ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ การดื่มน้ำวันละประมาณ 6 - 8 แก้ว จะช่วยให้ร่างกายสร้างปริมาณปัสสาวะมากพอที่จะขับเชื้อโรคออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ ลดโอกาสที่เชื้อจะตกค้างและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ 
  • ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน การกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ จะทำให้เชื้อโรคมีเวลาสะสมและเพิ่มจำนวนในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการติดเชื้อที่ลุกลามไปยังไต
  • ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในผู้หญิง การปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์จะช่วยชะล้างเชื้อโรคที่อาจเข้าสู่ท่อปัสสาวะออกไป ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่อาจพัฒนาไปสู่กรวยไตอักเสบได้
  • เลือกใช้เสื้อผ้าและชุดชั้นในที่เหมาะสม การสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี โดยเฉพาะชุดชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้าย จะช่วยลดความอับชื้นและการสะสมของเชื้อโรค ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นหรืออับชื้นเป็นเวลานาน
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวควรได้รับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์ติดตามและจัดการปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและไต

กรวยไตอักเสบเป็นอีกหนึ่งโรคที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแม้จะเริ่มจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะธรรมดา แต่หากปล่อยไว้จนลุกลามไปที่ไตอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ หากมีอาการปัสสาวะบ่อย แสบขัด ร่วมกับปวดเอว มีไข้ หนาวสั่น หรืออ่อนเพลีย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 08:00-20:00 น. โทร. 0-2079-0040

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
นพ.ดนัยพันธ์ อัครสกุล แพทย์ผู้ชำนาญการศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะ

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
นพ.ดนัยพันธ์
อัครสกุล
ศัลยศาสตร์
ศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะ

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ขลิบหนังหุ้มปลายเพศชาย ไม่อันตรายและเจ็บปวดอย่างที่คิด

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ทำแล้วมีประโยชน์ยังไง ปลอดภัย เจ็บน้อย ไร้เลือดได้จริงไหม และหลังขลิบปลาย ต้องดูแลตัวเองอย่างไร วันนี้คุณหมอผู้เชี่ยวชาญจะมาให้คำตอบทุกข้อสงสัย

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือ โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction)

จะให้กล่าวถึงสาเหตุของภาวะองคชาติไม่แข็งตัว ส่วนใหญ่สาเหตุการเกิดปัญหาเหล่านี้จะแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุ โดยหากเป็นในช่วงวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ส่วนใหญ่เกือบจะ 100%

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
กระเพาะปัสสาวะอักเสบหลังมีเพศสัมพันธ์ อาการเป็นยังไง ?

กระเพาะปัสสาวะอักเสบหลังมีเพศสัมพันธ์ เป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้หญิง เพราะการมีเพศสัมพันธ์เกิดการเสียดสีและอาจทำให้การอักเสบได้ จะมีอาการบ่งชี้และวิธีดูแลรักษาตัวเองเบื้องต้นอย่างไร

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ผู้ชายสูงวัยต้องรู้ มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคร้ายที่รู้เร็ว รักษาได้

มะเร็งต่อมลูกหมาก แม้จะเป็นภัยเงียบในผู้ชายสูงวัย แต่หากตรวจเจอเร็ว รักษาทันก็หายได้ มาทำความรู้จัก เช็กอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากและวิธีการตรวจคักกรองให้ลึกมากขึ้นได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม