พุงยื่นอาจไม่ใช่แค่อ้วน! ระวัง ไขมันในช่องท้อง ภาวะเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว

24 ก.พ. 69  | เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก
แชร์บทความ      

หลายคนมักคิดว่าอาการ “พุงยื่น เอวหนา” เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่ความจริงแล้วอาจเป็นสัญญาณของ “ไขมันในช่องท้อง” ซึ่งเป็นไขมันชนิดที่ซ่อนอยู่ลึกหลังผนังหน้าท้องและห่อหุ้มอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ตับอ่อน และลำไส้
ไขมันชนิดนี้ต่างจากไขมันใต้ผิวหนัง เพราะสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายอย่าง ตั้งแต่เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด หากไม่รีบจัดการอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้ 

 ไขมันในช่องท้อง คืออะไร ?

ไขมันในช่องท้อง (Visceral fat) คือไขมันที่สะสมตัวอยู่ลึกเข้าไปภายในช่องท้อง บริเวณรอบอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ลำไส้ ตับอ่อน และหลอดเลือดภายในช่องท้อง จึงไม่สามารถมองเห็นหรือจับบีบได้เหมือนไขมันที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous fat) ทำให้บางคนแม้ภายนอกจะดูไม่อ้วน แต่ภายในอาจมีไขมันในช่องท้องสูงกว่าที่คิด ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพได้โดยไม่รู้ตัว 

ไขมันชนิดนี้มีลักษณะสำคัญคือเป็นไขมันที่ “อักเสบง่าย” สามารถปล่อยสารก่อการอักเสบหรือไซโตไคน์ (Cytokines) ออกมาในกระแสเลือด ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบเผาผลาญ เช่น

  • เพิ่มภาวะดื้อต่ออินซูลิน 
  • ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง
  • ส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ

นอกจากนี้ ไขมันในช่องท้องยังมีแนวโน้มสะสมเร็วและสลายตัวช้ากว่าไขมันใต้ผิวหนัง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันพอกตับ และโรคเมตาบอลิกซินโดรม (ภาวะอ้วนลงพุง)

ไขมันในช่องท้อง เกิดจากอะไร ?

ไขมันในช่องท้อง มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่สะสมต่อเนื่อง ทั้งอาหาร การเคลื่อนไหว ความเครียด และการพักผ่อน ซึ่งล้วนมีผลต่อระบบเผาผลาญและฮอร์โมนของร่างกาย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลให้เกิดไขมันในช่องท้องมากผิดปกติ ได้แก่

  • กินอาหารพลังงานสูงและน้ำตาลมากเกินไป เช่น เครื่องดื่มหวาน ขนม แป้งขัดสี ทำให้ร่างกายเก็บพลังงานส่วนเกินเป็นไขมัน
  • ไม่ออกกำลังกาย เมื่อเคลื่อนไหวร่างกายน้อย พลังงานที่ได้รับมากกว่าที่ใช้จะถูกสะสมเป็นไขมัน
  • ความเครียดเรื้อรัง ส่งผลให้ร่างกายหลั่งคอร์ติซอลมากขึ้น จึงกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันบริเวณหน้าท้อง
  • นอนน้อย นอนผิดเวลา ส่งผลต่อฮอร์โมนเลปติน (Leptin) และฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ทำงานผิดปกติ ทำให้หิวบ่อยและอยากของหวาน
  • พันธุกรรมและอายุ เมื่ออายุมากขึ้นการเผาผลาญจึงลดลง ส่งผลให้ไขมันสะสมง่ายขึ้น
  • ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย แอลกอฮอล์ส่งผลต่อการสร้างไขมันที่ตับ และยังเพิ่มการสะสมไขมันในช่องท้อง
  • สูบบุหรี่ งานวิจัยบางส่วนชี้ว่าทำให้มีการกระจายตัวของไขมันที่ช่องท้องมากขึ้น

ไขมันในช่องท้อง อันตรายอย่างไร ?

การมีไขมันในช่องท้องมากเกินไปไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้ “พุงใหญ่” แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงโรคหลายชนิด เนื่องจากไขมันชนิดนี้มีผลโดยตรงต่อระบบเมตาบอลิซึมและหลอดเลือด จึงมักสัมพันธ์กับภาวะเรื้อรัง เช่น

  • เบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในช่องท้องทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังและควบคุมยากขึ้น
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันชนิดนี้อักเสบได้ง่าย ทำให้หลอดเลือดตีบ แข็ง และเพิ่มความเสี่ยงภาวะหัวใจขาดเลือด
  • ไขมันพอกตับ ไขมันในช่องท้องมักสัมพันธ์กับภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นตับอักเสบและตับแข็งได้ในระยะยาว
  • ความดันโลหิตสูง เกิดจากการอักเสบและความผิดปกติของหลอดเลือด ทำให้ร่างกายควบคุมความดันได้ยากขึ้น
  • ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม เป็นภาวะรวมหลายปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ น้ำตาลสูง ไขมันสูง ความดันสูง และอ้วนลงพุง เพิ่มโอกาสเกิดโรครุนแรงตามมา

เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่ เนื่องจากการอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากไขมันในช่องท้องกระตุ้นให้เซลล์ผิดปกติ

วิธีเช็กไขมันในช่องท้อง ทำอย่างไร ?

ไขมันในช่องท้องไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การประเมินอย่างถูกต้องจึงเป็นก้าวแรกในการรู้ระดับความเสี่ยงของตัวเอง และช่วยวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างตรงจุด โดยสามารถตรวจเช็กได้ ดังนี้

1. วิธีเช็กด้วยตัวเอง

  • วัดรอบเอว (Waist Circumference)

ผู้ชาย > 90 ซม.
ผู้หญิง > 80 ซม.
= ถือว่าความเสี่ยงสูง

2. การตรวจสุขภาพในโรงพยาบาล

  • InBody / Body Composition Analysis วิเคราะห์โครงสร้างร่างกาย พร้อมประเมินค่าระดับไขมันในช่องท้องว่าอยู่ในระดับ ต่ำ ปานกลาง หรือสูง
  • อัลตราซาวนด์ช่องท้อง ใช้ตรวจภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งสัมพันธ์กับไขมันในช่องท้องและความเสี่ยงโรคเมตาบอลิก
  • CT Scan  หรือ MRI ช่องท้อง เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประเมินแบบละเอียด หรือในกรณีที่แพทย์เห็นว่ามีความจำเป็นทางการแพทย์
  • DEXA Scan: เครื่องสแกนความหนาแน่นกระดูกและมวลไขมัน

วิธีลดไขมันในช่องท้องอย่างถูกวิธี

การลดไขมันในช่องท้องต้องอาศัยการปรับพฤติกรรมหลายด้านร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลและปลอดภัย โดยมีแนวทางที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้

  • ปรับอาหารให้สมดุล ลดน้ำตาลและแป้งขัดสี เลี่ยงของทอด ของมัน อาหารฟาสต์ฟู้ด เพิ่มผักและโปรตีนคุณภาพ เช่น ปลา ไข่ เต้าหู้ เน้นไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก ถั่ว อะโวคาโด 
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ คาร์ดิโออย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ หรือเวทเทรนนิ่ง 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มการเผาผลาญ
  • นอนให้เพียงพอ ควรนอน 7-9 ชั่วโมง/คืน นอนให้เป็นเวลา ช่วยควบคุมฮอร์โมนความหิวและการเก็บไขมัน
  • จัดการความเครียด ความเครียดทำให้คอร์ติซอลสูง ส่งเสริมไขมันสะสม ควรหาวิธีผ่อนคลาย เช่น โยคะ สมาธิ เดินช้าๆ การหายใจลึก
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และบุหรี่ ลดภาระตับ และลดการสร้างไขมันใหม่ในช่องท้อง

ไขมันในช่องท้องไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องรูปลักษณ์ แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนสุขภาพในระยะยาว การใส่ใจสัญญาณของร่างกาย ประเมินความเสี่ยงอย่างถูกวิธี และปรับพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดไขมันในช่องท้องได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน หากพบว่ามีพุงแข็ง รอบเอวเกินเกณฑ์ หรือมีปัจจัยเสี่ยงของโรคเมตาบอลิก การเข้ารับการตรวจสุขภาพกับแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้เข้าใจระดับความเสี่ยงของตนเองได้ชัดเจนขึ้น และสามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมที่สุด

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่

ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 07:00-19:00 โทร. 0-2079-0070

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
นพ.ชาญวัฒน์
ชวนตันติกมล
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม (โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ)
Card Image
พญ.ธนพร
พุทธานุภาพ
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม (โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ)

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
13 วิธีดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในยุค COVID-19

เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อ covid-19 โดยโรคเบาหวานนั้นจะทำให้ติดเชื้อ covid -19 ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป และหากติดเชื้อแล้วจะมีผลทำให้เกิดพาวะแทรกซ้อนมากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
เป็นเบาหวานตั้งครรภ์ได้ไหม ?

เพราะการสร้างครอบครัวคือหนึ่งในความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานคงกังวลไม่น้อยว่าจะมีลูกได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า เรามาฟังคำตอบกันที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
สายกินต้องระวัง โรคอันตรายจากไขมันที่ต้องรู้ !

สายกินต้องระวัง! อาหารไขมันสูง ของทอดแสนอร่อยที่แฝงไปด้วยโรคไขมันตัวร้าย มาดูความลับทั้งประโยชน์และโทษของไขมัน ที่บั่นทอนสุขภาพคุณจนอาจเป็นโรคร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
น้ำหนักไม่ลง ทำอย่างไร? เช็ก 7 สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณกำลังลดความอ้วนผิดวิธี

น้ำหนักไม่ลงทำไงดี? ชวนคุณเช็ก 7 สัญญาณเตือนคุมน้ำหนักผิดวิธี ที่อาจทำให้คุณเสี่ยงระบบเผาผลาญพังโดยไม่รู้ตัว พร้อมแนวทางการดูแลน้ำหนักอย่างมั่นใจได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม

แนะนำแพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง