อ้วนแบบไหนเรียก ‘อ้วนลงพุง’ ? เช็กลิสต์ปัจจัยเสี่ยง พร้อมวิธีลดน้ำหนัก

ใครชอบกินของหวาน ของมัน หรืออาหารที่ให้พลังงานสูงบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยขยับตัวหรือออกกำลังกายต้องระวังให้ดี! พฤติกรรมเหล่านี้อาจนำไปสู่ ‘ภาวะอ้วนลงพุง’ โดยไม่รู้ตัว เพราะแม้น้ำหนักตัวจะไม่มาก แต่ไขมันที่สะสมรอบเอวอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพในอนาคต วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่าภาวะอ้วนลงพุงเกิดจากอะไร แตกต่างจากการอ้วนทั้งตัวอย่างไร และอ้วนแบบไหนถึงเข้าข่ายอ้วนลงพุง พร้อมเคล็ดลับแก้ปัญหาอ้วนลงพุง วิธีลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย เพื่อฟื้นคืนสุขภาพ ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง และกลับมามีรูปร่างที่สมส่วนอีกครั้ง
อ้วนลงพุง คืออะไร ต่างจากอ้วนปกติอย่างไร ?
อ้วนลงพุง (Abdominal obesity) คือภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันบริเวณช่องท้องมากเกินไป ซึ่งมักเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญพลังงาน ส่งผลให้รอบเอวหรือ “พุง” มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยไขมันเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ใต้ผิวหนังเท่านั้น แต่ยังอาจสะสมลึกลงไปใต้ชั้นกล้ามเนื้อและเกาะอยู่กับอวัยวะภายในต่างๆ เช่น ตับ ตับอ่อน และลำไส้ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว เพราะสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รวมถึงโรคหัวใจ เป็นต้น
นอกจากนี้ อ้วนลงพุงยังเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของ ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดผิดปกติ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในระยะยาว
|
⚠️แม้ภาวะอ้วนลงพุงจะมักพบในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติก็อาจมีภาวะอ้วนลงพุงได้เช่นกันหากมีการสะสมของไขมันในช่องท้องมากกว่าปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการที่รูปร่างดูไม่อ้วน ไม่ได้หมายความว่าปราศจากความเสี่ยงเสมอไป |
เช็กยังไงว่าอ้วนลงพุง ?
การสังเกตว่าร่างกายมีภาวะอ้วนลงพุงหรือไม่ สามารถตรวจเช็กได้หลายวิธี ดังนี้
- วัดรอบเอว
เป็นวิธีที่ง่ายและแม่นยำที่สุด โดยใช้สายวัดรอบเอวบริเวณกึ่งกลางระหว่างซี่โครงล่างกับกระดูกสะโพก
- ผู้ชายที่มีรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร (ประมาณ 36 นิ้ว)
- ผู้หญิงที่มีรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร (ประมาณ 32 นิ้ว)
หากวัดรอบเอวแล้วเกินเกณฑ์ตามที่กล่าวไป จะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ “อ้วนลงพุง” และควรเริ่มปรับพฤติกรรม เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และลดน้ำตาล
- วัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI: Body Mass Index)
ช่วยประเมินว่าน้ำหนักของเราอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมหรือไม่ โดยสูตรการคำนวณสามารถคิดได้จากสูตรนี้
คำนวณจากสูตร BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ [ส่วนสูง (เมตร)]²
เกณฑ์การแบ่งดัชนีมวลกายของคนเอเชีย
| ดัชนีมวลกาย | เกณฑน้ำหนัก |
| ต่ำกว่า 18.5 | ต่ำกว่าเกณฑ์ (Underweight) |
| 18.5 – 22.9 | สมส่วน (Normal Weight) |
| 23.0 – 24.9 | น้ำหนักเกิน (Overweight) |
| 25.0 - 29.9 | โรคอ้วนระยะแรก (Obese I) |
| 30.0 ขึ้นไป | โรคอ้วนระยะอันตราย (Obese II) |
|
⚠️แม้บางคนจะมีค่า BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากรอบเอวเกินเกณฑ์ที่กำหนด ก็ยังถือว่ามีภาวะอ้วนลงพุงได้เช่นกัน |
นอกจากนี้ หากมี รอบเอวเกินเกณฑ์มาตรฐาน ร่วมกับผลตรวจสุขภาพที่เข้าเงื่อนไขอย่างน้อย 2 - 3 ข้อต่อไปนี้ จะถือว่า “มีความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุง”
- มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ขึ้นไป
- มีระดับไขมัน HDL cholesterol
- ต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในเพศชาย
- ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในเพศหญิง
- มีระดับความดันโลหิตมากกว่า ตั้งแต่ 130/85 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นไป
- มีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร ตั้งแต่ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ขึ้นไป
การมีค่าผิดปกติหลายข้อพร้อมกัน สะท้อนว่าร่างกายอาจกำลังเผชิญภาวะเมทาบอลิกซินโดรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดอ้วนลงพุง และควรได้รับการดูแลเพื่อปรับพฤติกรรมสุขภาพอย่างเหมาะสมต่อไป

รู้เท่าทัน อ้วนลงพุง เกิดจากอะไร ?
สาเหตุของภาวะอ้วนลงพุงเกิดจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินกว่าที่ใช้ในแต่ละวัน พลังงานส่วนเกินจึงถูกเก็บในรูปของไขมันโดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง ทำให้พุงค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน อาทิเช่น- พฤติกรรมการกินอาหารที่ให้พลังงานสูง การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง หรือแป้งขัดสี เช่น ของทอด เบเกอรี่ น้ำหวาน น้ำอัดลม หรือชานมไข่มุกในปริมาณมาก อาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินความจำเป็น และเกิดการสะสมไขมันบริเวณช่องท้องได้ง่าย
- ขาดการออกกำลังกาย หรือไม่ค่อยเคลื่อนไหว เช่น นั่งทำงาน นั่งดูทีวี หรือใช้โทรศัพท์นานๆ ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานน้อยลง ไขมันจึงสะสมมากขึ้นโดยเฉพาะรอบเอว
- พักผ่อนไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้ฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวอย่างเกรลิน (Ghrelin) เพิ่มขึ้น และฮอร์โมนที่ควบคุมความอิ่มอย่างเลปติน (Leptin) ลดลง ส่งผลให้รู้สึกหิวบ่อยและกินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
- ความเครียดเรื้อรัง เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียดเป็นเวลานานจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) มากขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จะส่งผลให้ร่างกายเก็บพลังงานในรูปของไขมันมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรอบเอวและหน้าท้อง
- พันธุกรรม ในผู้ที่มีความเสี่ยงบางคนอาจมีพันธุกรรมที่ทำให้ระบบเผาผลาญพลังงานทำงานช้ากว่าปกติ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจ จึงเสี่ยงอ้วนลงพุงได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
- อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลง รวมไปถึงระบบเผาผลาญพลังงานที่ทำงานได้ช้าลงกว่าช่วงวัยหนุ่มสาว ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย และมีโอกาสเกิดภาวะอ้วนลงพุงได้มากกว่าในวัยกลางคนขึ้นไป
- ฮอร์โมนผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ชายที่มีฮอร์โมนเพศชายลดลง ฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเทอโรนที่ช่วยควบคุมการกระจายไขมันจะลดลง ส่งผลให้ไขมันไปสะสมที่ท้องมากขึ้น
ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แอลกอฮอล์มีพลังงานสูงและยังส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้น้อยลง ไขมันจึงสะสมบริเวณพุงได้ง่ายกว่าปกติ

แก้ปัญหาอ้วนลงพุง ด้วยวิธีลดน้ำหนักกำจัดพุง 3 ชั้น
ภาวะอ้วนลงพุงไม่เพียงทำให้รูปร่างดูอ้วนขึ้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง การลดน้ำหนักจึงต้องเน้นที่การเผาผลาญไขมันส่วนเกินเป็นหลัก โดยสามารถเริ่มได้ง่ายๆ ดังนี้- การออกกำลังกาย
เป็นหัวใจสำคัญในการลดไขมันสะสมและยังช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้นแม้ในขณะพัก ซึ่งรูปแบบการออกกำลังกายที่ควรทำเป็นประจำ อาทิเช่น
- ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio Exercise) เช่น วิ่ง เต้นแอโรบิค ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ เพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและกระตุ้นให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น
- ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เช่น สควอท แพลงก์ หรือยกน้ำหนักเบาๆ จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้นแม้ในขณะพัก
- ปรับพฤติกรรมการกิน
โภชนาการคือหัวใจสำคัญของการลดอ้วนลงพุง ควรลดอาหารที่ให้พลังงานสูงและเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เช่น
- ลดน้ำตาลและไขมันเลว เช่น ขนมหวาน เครื่องดื่มชูกำลัง และของทอด
- เพิ่มโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ต้ม เต้าหู้ หรือปลา
- เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง มันเทศ หรือข้าวโอ๊ต
- กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มไฟเบอร์และช่วยระบบขับถ่าย
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ วันละ 6 - 8 แก้ว และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- นอนหลับให้เพียงพอและลดความเครียด
การนอนน้อยหรือเครียดสะสมทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันในช่องท้องมากขึ้น ดังนั้น ควรนอนวันละ 7 - 8 ชั่วโมง และผ่อนคลายด้วยการทำสมาธิ ฟังเพลง หรือเดินเล่น เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเต็มที่
- การรักษาทางการแพทย์
หากปรับพฤติกรรมการกินและออกกำลังกายแล้วไม่เห็นผล หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาโรคอ้วนและรับคำแนะนำในการดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมต่อไป
“อ้วนลงพุง” ไม่ใช่แค่ปัญหาด้านรูปร่าง แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนสุขภาพที่ควรใส่ใจ เพราะไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมีผลต่อการทำงานของหัวใจ ระบบเผาผลาญ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนต่างๆ การเข้าใจสาเหตุว่าภาวะอ้วนลงพุงเกิดจากอะไร และเริ่มปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายเป็นประจำ และดูแลสุขภาพโดยรวมอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน กู้ร่างกายให้กลับมามีหุ่นสมส่วน พร้อมลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในระยะยาว
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่
ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต
เวลาทำการ 07.00-19.00 น. โทร. 0-2079-0070
หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์
ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ
แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

ชวนตันติกมล

ชวนตันติกมล

ชวนตันติกมล

ชวนตันติกมล

ชวนตันติกมล

ชวนตันติกมล
เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

สายกินต้องระวัง โรคอันตรายจากไขมันที่ต้องรู้ !
สายกินต้องระวัง! อาหารไขมันสูง ของทอดแสนอร่อยที่แฝงไปด้วยโรคไขมันตัวร้าย มาดูความลับทั้งประโยชน์และโทษของไขมัน ที่บั่นทอนสุขภาพคุณจนอาจเป็นโรคร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด

3 สัญญาณที่บอกว่า คุณกำลังลดน้ำหนักผิดวิธี
เชื่อว่าหลายคนยังมีเป้าหมายในการลดน้ำหนัก แต่ปัญหาที่มักพบ คือ ลดน้ำหนักไม่สำเร็จสักที หรืออาจลดได้แค่ช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาน้ำหนักเท่าเดิม ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี

13 วิธีดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในยุค COVID-19
เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อ covid-19 โดยโรคเบาหวานนั้นจะทำให้ติดเชื้อ covid -19 ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป และหากติดเชื้อแล้วจะมีผลทำให้เกิดพาวะแทรกซ้อนมากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

เป็นเบาหวานตั้งครรภ์ได้ไหม ?
เพราะการสร้างครอบครัวคือหนึ่งในความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานคงกังวลไม่น้อยว่าจะมีลูกได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า เรามาฟังคำตอบกันที่นี่

สายกินต้องระวัง โรคอันตรายจากไขมันที่ต้องรู้ !
สายกินต้องระวัง! อาหารไขมันสูง ของทอดแสนอร่อยที่แฝงไปด้วยโรคไขมันตัวร้าย มาดูความลับทั้งประโยชน์และโทษของไขมัน ที่บั่นทอนสุขภาพคุณจนอาจเป็นโรคร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด

3 สัญญาณที่บอกว่า คุณกำลังลดน้ำหนักผิดวิธี
เชื่อว่าหลายคนยังมีเป้าหมายในการลดน้ำหนัก แต่ปัญหาที่มักพบ คือ ลดน้ำหนักไม่สำเร็จสักที หรืออาจลดได้แค่ช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาน้ำหนักเท่าเดิม ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี

13 วิธีดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในยุค COVID-19
เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อ covid-19 โดยโรคเบาหวานนั้นจะทำให้ติดเชื้อ covid -19 ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป และหากติดเชื้อแล้วจะมีผลทำให้เกิดพาวะแทรกซ้อนมากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

เป็นเบาหวานตั้งครรภ์ได้ไหม ?
เพราะการสร้างครอบครัวคือหนึ่งในความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานคงกังวลไม่น้อยว่าจะมีลูกได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า เรามาฟังคำตอบกันที่นี่

13 วิธีดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในยุค COVID-19
เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อ covid-19 โดยโรคเบาหวานนั้นจะทำให้ติดเชื้อ covid -19 ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป และหากติดเชื้อแล้วจะมีผลทำให้เกิดพาวะแทรกซ้อนมากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

เป็นเบาหวานตั้งครรภ์ได้ไหม ?
เพราะการสร้างครอบครัวคือหนึ่งในความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานคงกังวลไม่น้อยว่าจะมีลูกได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า เรามาฟังคำตอบกันที่นี่

สายกินต้องระวัง โรคอันตรายจากไขมันที่ต้องรู้ !
สายกินต้องระวัง! อาหารไขมันสูง ของทอดแสนอร่อยที่แฝงไปด้วยโรคไขมันตัวร้าย มาดูความลับทั้งประโยชน์และโทษของไขมัน ที่บั่นทอนสุขภาพคุณจนอาจเป็นโรคร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด

3 สัญญาณที่บอกว่า คุณกำลังลดน้ำหนักผิดวิธี
เชื่อว่าหลายคนยังมีเป้าหมายในการลดน้ำหนัก แต่ปัญหาที่มักพบ คือ ลดน้ำหนักไม่สำเร็จสักที หรืออาจลดได้แค่ช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาน้ำหนักเท่าเดิม ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี