อ้วนแบบไหนเรียก ‘อ้วนลงพุง’ ? เช็กลิสต์ปัจจัยเสี่ยง พร้อมวิธีลดน้ำหนัก

09 ธ.ค. 68  | ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก
แชร์บทความ      

ใครชอบกินของหวาน ของมัน หรืออาหารที่ให้พลังงานสูงบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยขยับตัวหรือออกกำลังกายต้องระวังให้ดี! พฤติกรรมเหล่านี้อาจนำไปสู่ ‘ภาวะอ้วนลงพุง’ โดยไม่รู้ตัว เพราะแม้น้ำหนักตัวจะไม่มาก แต่ไขมันที่สะสมรอบเอวอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพในอนาคต วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่าภาวะอ้วนลงพุงเกิดจากอะไร แตกต่างจากการอ้วนทั้งตัวอย่างไร และอ้วนแบบไหนถึงเข้าข่ายอ้วนลงพุง พร้อมเคล็ดลับแก้ปัญหาอ้วนลงพุง วิธีลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย เพื่อฟื้นคืนสุขภาพ ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง และกลับมามีรูปร่างที่สมส่วนอีกครั้ง

อ้วนลงพุง คืออะไร ต่างจากอ้วนปกติอย่างไร ?

อ้วนลงพุง (Abdominal obesity) คือภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันบริเวณช่องท้องมากเกินไป ซึ่งมักเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญพลังงาน ส่งผลให้รอบเอวหรือ “พุง” มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยไขมันเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ใต้ผิวหนังเท่านั้น แต่ยังอาจสะสมลึกลงไปใต้ชั้นกล้ามเนื้อและเกาะอยู่กับอวัยวะภายในต่างๆ เช่น ตับ ตับอ่อน และลำไส้ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว เพราะสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รวมถึงโรคหัวใจ เป็นต้น

นอกจากนี้ อ้วนลงพุงยังเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของ ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดผิดปกติ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในระยะยาว

⚠️แม้ภาวะอ้วนลงพุงจะมักพบในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติก็อาจมีภาวะอ้วนลงพุงได้เช่นกันหากมีการสะสมของไขมันในช่องท้องมากกว่าปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการที่รูปร่างดูไม่อ้วน ไม่ได้หมายความว่าปราศจากความเสี่ยงเสมอไป

 

เช็กยังไงว่าอ้วนลงพุง ?
การสังเกตว่าร่างกายมีภาวะอ้วนลงพุงหรือไม่ สามารถตรวจเช็กได้หลายวิธี ดังนี้

  1. วัดรอบเอว 

เป็นวิธีที่ง่ายและแม่นยำที่สุด โดยใช้สายวัดรอบเอวบริเวณกึ่งกลางระหว่างซี่โครงล่างกับกระดูกสะโพก

  • ผู้ชายที่มีรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร (ประมาณ 36 นิ้ว)
  • ผู้หญิงที่มีรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร (ประมาณ 32 นิ้ว)

หากวัดรอบเอวแล้วเกินเกณฑ์ตามที่กล่าวไป จะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ “อ้วนลงพุง” และควรเริ่มปรับพฤติกรรม เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และลดน้ำตาล

  1. วัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI: Body Mass Index) 

ช่วยประเมินว่าน้ำหนักของเราอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมหรือไม่ โดยสูตรการคำนวณสามารถคิดได้จากสูตรนี้

 

คำนวณจากสูตร BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ [ส่วนสูง (เมตร)]²

 

เกณฑ์การแบ่งดัชนีมวลกายของคนเอเชีย

ดัชนีมวลกาย เกณฑน้ำหนัก
ต่ำกว่า 18.5 ต่ำกว่าเกณฑ์ (Underweight)
18.5 – 22.9 สมส่วน (Normal Weight)
23.0 – 24.9 น้ำหนักเกิน (Overweight)
25.0 - 29.9 โรคอ้วนระยะแรก (Obese I)
30.0 ขึ้นไป โรคอ้วนระยะอันตราย (Obese II)
 
 
ตัวอย่างการคำนวณ หากน้ำหนัก 68 กิโลกรัม และสูง 1.65 เมตร จะได้ค่า BMI = 68 ÷ (1.65)² = 24.98
จัดอยู่ในกลุ่ม “น้ำหนักเกิน” (Overweight) ตามเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มีแนวโน้มการสะสมของไขมันในช่องท้องสูงและมีความเสี่ยงต่อ “ภาวะอ้วนลงพุง” 

 

⚠️แม้บางคนจะมีค่า BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากรอบเอวเกินเกณฑ์ที่กำหนด ก็ยังถือว่ามีภาวะอ้วนลงพุงได้เช่นกัน

 
 

นอกจากนี้ หากมี รอบเอวเกินเกณฑ์มาตรฐาน ร่วมกับผลตรวจสุขภาพที่เข้าเงื่อนไขอย่างน้อย 2 - 3 ข้อต่อไปนี้ จะถือว่า “มีความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุง”

  1. มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ขึ้นไป
  2. มีระดับไขมัน HDL cholesterol 
    •  ต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในเพศชาย
    •  ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในเพศหญิง
  3. มีระดับความดันโลหิตมากกว่า ตั้งแต่ 130/85 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นไป
  4. มีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร ตั้งแต่ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ขึ้นไป

การมีค่าผิดปกติหลายข้อพร้อมกัน สะท้อนว่าร่างกายอาจกำลังเผชิญภาวะเมทาบอลิกซินโดรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดอ้วนลงพุง และควรได้รับการดูแลเพื่อปรับพฤติกรรมสุขภาพอย่างเหมาะสมต่อไป

รู้เท่าทัน อ้วนลงพุง เกิดจากอะไร ?

สาเหตุของภาวะอ้วนลงพุงเกิดจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินกว่าที่ใช้ในแต่ละวัน พลังงานส่วนเกินจึงถูกเก็บในรูปของไขมันโดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง ทำให้พุงค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน อาทิเช่น
  1. พฤติกรรมการกินอาหารที่ให้พลังงานสูง การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง หรือแป้งขัดสี เช่น ของทอด เบเกอรี่ น้ำหวาน น้ำอัดลม หรือชานมไข่มุกในปริมาณมาก อาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินความจำเป็น และเกิดการสะสมไขมันบริเวณช่องท้องได้ง่าย
  2. ขาดการออกกำลังกาย หรือไม่ค่อยเคลื่อนไหว เช่น นั่งทำงาน นั่งดูทีวี หรือใช้โทรศัพท์นานๆ ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานน้อยลง ไขมันจึงสะสมมากขึ้นโดยเฉพาะรอบเอว
  3. พักผ่อนไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้ฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวอย่างเกรลิน (Ghrelin) เพิ่มขึ้น และฮอร์โมนที่ควบคุมความอิ่มอย่างเลปติน (Leptin) ลดลง ส่งผลให้รู้สึกหิวบ่อยและกินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว 
  4. ความเครียดเรื้อรัง เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียดเป็นเวลานานจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) มากขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จะส่งผลให้ร่างกายเก็บพลังงานในรูปของไขมันมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรอบเอวและหน้าท้อง
  5. พันธุกรรม ในผู้ที่มีความเสี่ยงบางคนอาจมีพันธุกรรมที่ทำให้ระบบเผาผลาญพลังงานทำงานช้ากว่าปกติ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจ จึงเสี่ยงอ้วนลงพุงได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
  6. อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลง รวมไปถึงระบบเผาผลาญพลังงานที่ทำงานได้ช้าลงกว่าช่วงวัยหนุ่มสาว ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย และมีโอกาสเกิดภาวะอ้วนลงพุงได้มากกว่าในวัยกลางคนขึ้นไป
  7. ฮอร์โมนผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ชายที่มีฮอร์โมนเพศชายลดลง ฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเทอโรนที่ช่วยควบคุมการกระจายไขมันจะลดลง ส่งผลให้ไขมันไปสะสมที่ท้องมากขึ้น

ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แอลกอฮอล์มีพลังงานสูงและยังส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้น้อยลง ไขมันจึงสะสมบริเวณพุงได้ง่ายกว่าปกติ

แก้ปัญหาอ้วนลงพุง ด้วยวิธีลดน้ำหนักกำจัดพุง 3 ชั้น

ภาวะอ้วนลงพุงไม่เพียงทำให้รูปร่างดูอ้วนขึ้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง การลดน้ำหนักจึงต้องเน้นที่การเผาผลาญไขมันส่วนเกินเป็นหลัก โดยสามารถเริ่มได้ง่ายๆ ดังนี้
  1. การออกกำลังกาย 

เป็นหัวใจสำคัญในการลดไขมันสะสมและยังช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้นแม้ในขณะพัก ซึ่งรูปแบบการออกกำลังกายที่ควรทำเป็นประจำ อาทิเช่น

  • ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio Exercise) เช่น วิ่ง เต้นแอโรบิค ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ เพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและกระตุ้นให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น
  • ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เช่น สควอท แพลงก์ หรือยกน้ำหนักเบาๆ จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้นแม้ในขณะพัก
  1. ปรับพฤติกรรมการกิน 

โภชนาการคือหัวใจสำคัญของการลดอ้วนลงพุง ควรลดอาหารที่ให้พลังงานสูงและเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เช่น

  • ลดน้ำตาลและไขมันเลว เช่น ขนมหวาน เครื่องดื่มชูกำลัง และของทอด
  • เพิ่มโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ต้ม เต้าหู้ หรือปลา 
  • เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง มันเทศ หรือข้าวโอ๊ต
  • กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มไฟเบอร์และช่วยระบบขับถ่าย
  • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ วันละ 6 - 8 แก้ว และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  1. นอนหลับให้เพียงพอและลดความเครียด 

การนอนน้อยหรือเครียดสะสมทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันในช่องท้องมากขึ้น ดังนั้น ควรนอนวันละ 7 - 8 ชั่วโมง และผ่อนคลายด้วยการทำสมาธิ ฟังเพลง หรือเดินเล่น เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเต็มที่

  1. การรักษาทางการแพทย์ 

หากปรับพฤติกรรมการกินและออกกำลังกายแล้วไม่เห็นผล หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาโรคอ้วนและรับคำแนะนำในการดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมต่อไป

“อ้วนลงพุง” ไม่ใช่แค่ปัญหาด้านรูปร่าง แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนสุขภาพที่ควรใส่ใจ เพราะไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมีผลต่อการทำงานของหัวใจ ระบบเผาผลาญ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนต่างๆ การเข้าใจสาเหตุว่าภาวะอ้วนลงพุงเกิดจากอะไร และเริ่มปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายเป็นประจำ และดูแลสุขภาพโดยรวมอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน กู้ร่างกายให้กลับมามีหุ่นสมส่วน พร้อมลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในระยะยาว

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3  โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 07.00-19.00 น. โทร. 0-2079-0070

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
นพ.ชาญวัฒน์
ชวนตันติกมล
อายุรแพทย์
แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
13 วิธีดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในยุค COVID-19

เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อ covid-19 โดยโรคเบาหวานนั้นจะทำให้ติดเชื้อ covid -19 ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป และหากติดเชื้อแล้วจะมีผลทำให้เกิดพาวะแทรกซ้อนมากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
เป็นเบาหวานตั้งครรภ์ได้ไหม ?

เพราะการสร้างครอบครัวคือหนึ่งในความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานคงกังวลไม่น้อยว่าจะมีลูกได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า เรามาฟังคำตอบกันที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
สายกินต้องระวัง โรคอันตรายจากไขมันที่ต้องรู้ !

สายกินต้องระวัง! อาหารไขมันสูง ของทอดแสนอร่อยที่แฝงไปด้วยโรคไขมันตัวร้าย มาดูความลับทั้งประโยชน์และโทษของไขมัน ที่บั่นทอนสุขภาพคุณจนอาจเป็นโรคร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
3 สัญญาณที่บอกว่า คุณกำลังลดน้ำหนักผิดวิธี

เชื่อว่าหลายคนยังมีเป้าหมายในการลดน้ำหนัก แต่ปัญหาที่มักพบ คือ ลดน้ำหนักไม่สำเร็จสักที หรืออาจลดได้แค่ช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาน้ำหนักเท่าเดิม ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี

อ่านเพิ่มเติม