ตอบทุกเรื่องยาคุมกำเนิดแบบไม่มีกั๊ก ที่สาวๆ อยากรู้ แต่ไม่กล้าถามใคร

06 ม.ค. 69  | ศูนย์สูตินรีเวช
แชร์บทความ      

ยาคุมกำเนิดเป็นอีกหนึ่งเรื่องใกล้ตัวของผู้หญิงเรา แต่หลายครั้งการจะเริ่มกินยาคุมก็มักมาพร้อมความสงสัยและความเชื่อที่อาจคลาดเคลื่อน การมีข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้ใช้ยาคุมได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด บทความนี้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่กระชับและเข้าใจง่าย เพื่อให้ตัดสินใจเรื่องยาคุมได้อย่างมั่นใจ

ทำความรู้จักยาคุมกำเนิด คืออะไร

Q: ยาคุมกำเนิด คืออะไร หลักการทำงานอย่างไร?

A: ยาคุมกำเนิด คือ ยาที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจนและโปรเจสตินหรือโปรเจสตินอย่างเดียว) ใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ โดยออกฤทธิ์หลัก 3 อย่างคือ

  • ยับยั้งการตกไข่
  • ทำให้มูกปากมดลูกข้นขึ้น อสุจิว่ายผ่านได้ยาก
  • ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง ไม่เหมาะต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

Q: ยาคุมกำเนิดมีกี่แบบ ?

A: ยาคุมกำเนิดนั้นมีหลายรูปแบบ แบ่งตามรูปแบบการใช้งานได้ดังนี้

  • ยาคุมกำเนิดแบบเม็ด เป็นยาคุมกำเนิดแบบที่ต้องกินทุกวัน มีทั้งรูปแบบ 21 เม็ด และ 28 เม็ด
  • ยาคุมกำเนิดแบบฉีด ฉีดทุก 1 หรือ 3 เดือน
  • ยาคุมกำเนิดแบบแผ่นแปะ 1 แผ่น อยู่ได้นาน 1 สัปดาห์
  • ยาคุมกำเนิดแบบฝัง หลอดฮอร์โมนเล็กๆ ฝังไว้ใต้ท้องแขนด้านใน สามารถคุมกำเนิดได้นาน 3-5 ปี
  • ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น

Q: ยาคุมกำเนิดมีกี่ชนิด ?

A: ยาเม็ดคุมกำเนิดแบ่งตามฮอร์โมนได้ 3 แบบ

  1. ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม มีฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน เป็นชนิดที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด มีทั้งแบบแผง 21 เม็ด และ 28 เม็ด 
  2. ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Minipill) มีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียว เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตร หรือผู้ที่มีข้อห้ามในการใช้เอสโตรเจน 
  3. ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน เป็นยาฮอร์โมนขนาดสูง ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นวิธีคุมกำเนิดปกติ

คำแนะนำวิธีการใช้ยาคุมกำเนิด

Q: เริ่มกินยาคุมกำเนิดตอนไหน?

A: แนะนำให้เริ่มภายใน 5 วันแรกของประจำเดือน (นับวันแรกที่ประจำเดือนมาเป็นวันที่ 1) จะสามารถออกฤทธิ์คุมกำเนิดได้ทันที หลังจากนั้นก็กินต่อเนื่องทุกวัน วันละ 1 เม็ด ในเวลาเดิม หรือใกล้เคียงกันที่สุด

Q: ลืมกินยาคุมกำเนิดต้องทำอย่างไร?

A: ลืม 1 เม็ด (นึกได้ใน 24–48 ชม.)

→ กินเม็ดที่ลืมทันทีที่นึกได้ แล้วกินเม็ดของวันนั้นตามเวลาปกติ (วันนั้นจะกิน 2 เม็ด)

→ ไม่จำเป็นต้องคุมกำเนิดเสริม

ลืม ≥ 2 เม็ด

→ กินเฉพาะ “เม็ดล่าสุดที่ลืม” แล้วกินต่อเวลาปกติ (ทิ้งเม็ดที่ลืมก่อนหน้านั้น)

→ ต้องใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย 7 วัน

Q: กินยาคุมกี่วันถึงปล่อยในได้ ?

A: ถ้าเริ่มกินยาในช่วง 1-5 วันแรกของประจำเดือนจะสามารถป้องกันได้ทันที แต่เพื่อความมั่นใจสูงสุด แนะนำให้กินยาติดต่อกันครบ 7 วันก่อนมีเพศสัมพันธ์ (แต่ถุงยางยังจำเป็นต่อการป้องกันโรค)

Q: ถ้ากินยาคุมแล้วอาเจียนหรือท้องเสียรุนแรง ทำอย่างไร?

A: หากอาเจียนภายใน 2 ชั่วโมง หรือท้องเสียรุนแรง ให้ถือว่า “ลืมยา 1 เม็ด” และกินเม็ดใหม่ทันที พร้อมใช้ถุงยาง 7 วัน

Q: เปลี่ยนยี่ห้อยาคุมได้ไหม ? ต้องทำยังไงบ้าง ?

A: สามารถเปลี่ยนได้ โดยวิธีที่ดีที่สุดคือ เริ่มแผงใหม่ทันทีหลังหมดเม็ดฮอร์โมนของแผงเดิม

แต่ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนกลางแผงเพราะผลข้างเคียงรุนแรง สามารถทำได้แต่ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วย อย่างน้อย 7 วัน

Q: ยาคุมต้องกินเวลาเดิมทุกวันหรือไม่?

A: ยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม การกินเวลาเดิมจะช่วยทำให้ไม่ลืม แต่อาจคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย

   ยาคุมชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Minipill) ต้องกินตรงเวลา คลาดเคลื่อนได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง

Q: ใช้ยาคุมเพื่อเลื่อนประจำเดือนได้ไหม ? กินยังไงให้ปลอดภัย ?

A: ได้ สำหรับยาคุมชนิด 21 เม็ด เมื่อกินหมดแผงให้เริ่มกินยาคุมแผงใหม่ (เม็ดฮอร์โมน) ต่อได้เลยโดยไม่ต้องเว้น 7 วัน ประจำเดือนก็จะไม่มาในช่วงนั้น 

Q: หยุดยาคุมแล้วจะท้องได้ทันทีเลยไหม ?

A: ได้  การตกไข่จะกลับมาปกติอย่างรวดเร็ว หลายคนตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่เดือนแรกหลังหยุดยา

Q: ยาคุมทำให้มีลูกยากจริงไหม ?

A: ไม่จริง ยาคุมไม่มีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์หลังหยุดยา

Q: กินยาคุมร่วมกับยาอื่น หรืออาหารเสริมได้ไหม ?

A: ยาและอาหารเสริมบางชนิดสามารถลดประสิทธิภาพของยาคุมได้ ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยากันชักบางชนิด และสมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John's Wort) ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง

ข้อดี-ข้อเสีย และผลข้างเคียงที่ควรรู้เมื่อกินยาคุมกำเนิด

Q: ยาคุมกำเนิดกันการตั้งครรภ์ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ?

A: หากกินอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ มีประสิทธิภาพสูงถึง 99% แต่ในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันที่อาจมีการลืมบ้าง ประสิทธิภาพจะอยู่ที่ประมาณ 91-93%

Q: ยาคุมกำเนิดมีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง?

A: ข้อดี

  • คุมกำเนิดได้ดีมาก
  • รอบเดือนสม่ำเสมอ
  • ลดอาการปวดประจำเดือน
  • ลดปริมาณเลือดประจำเดือนมาก
  • ลดสิว ลดหน้ามัน ลดผมมัน
  • ลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ข้อเสีย

  • ต้องกินทุกวัน
  • ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
  • มีผลข้างเคียงบางราย
  • มีข้อห้ามใช้ในบางภาวะสุขภาพ

Q: ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคืออะไร?

A: ผลข้างเคียงที่พบบ่อยในช่วง 2-3 เดือนแรก มักไม่รุนแรงและจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง เช่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ คัดตึงเต้านม อารมณ์แปรปรวน เลือดออกกะปริดกะปรอย

Q: กินยาคุมแล้วทำให้อ้วนจริงไหม ?

A: จากงานวิจัยขนาดใหญ่หลายแห่งพบว่ายาคุมกำเนิดนั้นไม่ได้ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจมีอาการคั่งของน้ำในร่างกาย มักจะเกิดขึ้นชั่วคราวและดีขึ้นเองภายใน 2-3 เดือน และอาจมาจากการเปลี่ยนแปลงความอยากอาหาร ที่ฮอร์โมนอาจส่งผลต่อความอยากอาหารในบางคน ทำให้รับประทานมากขึ้นและทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

Q: ยาคุมช่วยเรื่องสิว ทำให้สิวเห่อไหม ?

A: ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมส่วนใหญ่ช่วยรักษาสิวได้ดี เพราะไปช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนที่เป็นสาเหตุของสิว แต่ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยวบางชนิดอาจทำให้อาการสิวแย่ลงได้ในบางคน

Q: กินยาคุมนานๆ อันตรายไหม ทำให้เสี่ยงมะเร็งจริงไหม ?

A: ลดความเสี่ยง: มะเร็งรังไข่ / มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

    เพิ่มขึ้นเล็กน้อย: มะเร็งเต้านม / มะเร็งปากมดลูก

    เสี่ยงลิ่มเลือด → พบได้เล็กน้อย โดยเฉพาะผู้สูบบุหรี่หรือมีประวัติในครอบครัว

    ก่อนกินควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนทุกครั้งเพื่อประเมินความเสี่ยงส่วนบุคคล

Q: ใครบ้างที่ไม่ควรกินยาคุมกำเนิด ?

A: ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้ไม่ควรใช้ยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม

  • ผู้ที่สูบบุหรี่และมีอายุ 35 ปีขึ้นไป
  • มีประวัติเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคหัวใจ
  • เป็นมะเร็งเต้านม
  • มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
  • เป็นไมเกรนชนิดมีออร่า (Migraine with aura)
  • เป็นโรคตับรุนแรง

ยาคุมกำเนิดเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ ซึ่งการจะกินยาคุมก็มีรายละเอียดและข้อควรระวังที่ต้องทำความเข้าใจ การปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเพื่อเลือกชนิดของยาคุมที่เหมาะสมกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของตัวเราที่สุด คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการคุมกำเนิดอย่างปลอดภัย

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์สูตินรีเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 08:00 - 20:00 น. โทร. 0-2079-0066

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
พญ.พรรณลดา ฉันทศาสตร์รัศมี สูตินรีแพทย์

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.พรรณลดา
ฉันทศาสตร์รัศมี
สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
คุณแม่มือใหม่ ต้องเตรียมตัวอย่างไรหลังคลอด ?

ใกล้เวลาได้พบเจอกัน แต่คุณแม่มือใหม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง กับสิ่งที่ต้องเจอหลังคลอดลูก ที่นี่เราได้รวมข้อมูลเพื่อคุณแม่มือใหม่มาให้แล้ว

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV) 9 สายพันธุ์ ฉีดเมื่อไร ทำไมต้องฉีด?

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV) ทั้งแบบ 9 และ 4 สายพันธุ์ เริ่มฉีดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ตั้งแต่อายุ 15-45 ปี สามารถลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งทวารหนักได้ เป็นวัคซีนเสริมที่แนะนำเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอื่นๆ ได้

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
4 มะเร็งร้ายที่ผู้หญิงต้องระวัง พร้อมโปรแกรมตรวจสุขภาพผู้หญิง

เช็กให้ชัวร์เพื่อสุขภาพของผู้หญิงทุกคน กับ 4 มะเร็งร้ายทำลายชีวิต ที่สาวๆ ต้องหมั่นสังเกต พร้อมโปรแกรมตรวจสุขภาพผู้หญิงปี 2567 ราคาพิเศษจาก รพ. วิมุต

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ก้าวสู่ชีวิตคู่อย่างมั่นใจ “ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน” เริ่มต้นปลอดภัยไร้โรค

แพ็คเกจ ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน จากโรงพยาบาลวิมุต จะช่วยคุณเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพเพื่อให้ชีวิตคู่เป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมคำแนะนำทั้งเตรียมพร้อมสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร จากผู้เชี่ยวชาญ

อ่านเพิ่มเติม

แนะนำแพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง