เป็นเบาหวานต้องกินยาตลอดชีวิต! เจาะลึกวิธีรักษาโรคเบาหวาน เป็นแล้วหายไหม?

25 พ.ค. 69  | เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก
แชร์บทความ      

เมื่อพูดถึง "โรคเบาหวาน" หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นแล้วต้องกินยาไปตลอดชีวิต ต้องคุมอาหารอย่างเคร่งเครียด และจบลงด้วยโรคแทรกซ้อนที่น่ากลัว... แต่ความจริงทางการแพทย์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว! หากเรามีความรู้และ ‘รักษาโรคเบาหวาน’ ได้อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หากควบคุมโรคได้ดีจนเข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบ ก็มีโอกาสที่จะลดปริมาณยา หรือไม่ต้องกินยาได้เลย

 

รักษาโรคเบาหวาน ทำได้อย่างไร? การรักษาโรคเบาหวานมีเป้าหมายเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล ป้องกันโรคแทรกซ้อนและรักษาคุณภาพชีวิต โดยสามารถแบ่งวิธีการรักษาได้ตามชนิดของโรค ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (คุมอาหาร, ลดน้ำหนัก, ออกกำลังกาย) การใช้ยารักษาเบาหวานชนิดกิน (เช่น Metformin) ยาชนิดฉีด (เช่น อินซูลิน หรือปากกาลดน้ำหนัก) รวมถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างเซนเซอร์วัดน้ำตาล (CGM) และการผ่าตัดกระเพาะอาหารในผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนร่วมด้วย

เป้าหมายของการรักษาเบาหวาน คืออะไร?

การกินยาเพื่อลดตัวเลขน้ำตาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญของการรักษาเบาหวานที่แท้จริงมี 3 ข้อ ดังนี้

  1. คุมระดับน้ำตาลให้อยู่หมัด เป้าหมายค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ควรน้อยกว่า 7% หรือตามแพทย์แนะนำเฉพาะบุคคล เพื่อให้ระบบเผาผลาญทำงานใกล้เคียงปกติที่สุด
  2. ป้องกันโรคแทรกซ้อน เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา ไตเสื่อม ไตวาย หรือโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองในอนาคต
  3. รักษาคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่เกิดภาวะน้ำตาลตกบ่อยๆ จนหน้ามืด และหากดูแลตัวเองได้ดี ก็อาจนำไปสู่การ ‘ลดยา’ หรือ ‘หยุดยา’ ได้ในที่สุด

เจาะลึกแนวทางการรักษาโรคเบาหวานมีกี่วิธี

ก่อนจะเริ่มรักษา ต้องรู้ก่อนว่าเราเป็นเบาหวานชนิดไหน เพราะเบาหวานแต่ละชนิดมีสาเหตุการเกิดแตกต่างกัน วิธีรักษาจึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง

  • เบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนพังทลาย ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินทดแทนตลอดชีวิต
  • เบาหวานชนิดที่ 2 เบาหวานชนิดนี้คือร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน หรือผลิตได้แต่ไม่พอใช้ พบมากถึง 90% ของผู้ป่วยทั้งหมด มักสัมพันธ์กับความอ้วนและพฤติกรรม สามารถรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ควบคู่กับยากิน หรือยาฉีด และมีโอกาสที่โรคจะสงบได้

โดยในปัจจุบัน ทางการแพทย์มีแนวทางการรักษาและการใช้ยารักษาเบาหวานที่ก้าวหน้าและหลากหลาย ดังนี้

1. การรักษาเบาหวานด้วยยาชนิดกิน

ถือเป็นด่านแรกของการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยปัจจุบันมียากินหลายกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่างกัน แพทย์จะเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาวะของคนไข้ ตัวอย่าง เช่น

  • ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) ยาพื้นฐานตัวแรกที่แพทย์มักจ่ายให้ ช่วยลดการสร้างน้ำตาลจากตับ และช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น
  • ยากลุ่ม SGLT2 Inhibitors ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์โดยการ "ขับน้ำตาลส่วนเกินทิ้งออกทางปัสสาวะ" ข้อดีคือไม่ทำให้น้ำตาลตกฮวบ และยังมีผลพลอยได้ในการช่วยลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิต และที่สำคัญคือช่วย "ชะลอความเสื่อมของไตและปกป้องหัวใจ" ได้ดีเยี่ยม
  • ยากลุ่ม Sulfonylureas ยากลุ่มดั้งเดิมที่ออกฤทธิ์กระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมามากขึ้น เพื่อไปกดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลง

2. การรักษาเบาหวานด้วยยาชนิดฉีด

ลืมภาพจำที่ว่าหากโดนฉีดยา แปลว่าเบาหวานอาการหนักแล้วไปได้เลย เพราะปัจจุบันยาฉีดถูกนำมาใช้ตั้งแต่ระยะแรกๆ เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นได้แล้ว โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • อินซูลิน (Insulin) คือฮอร์โมนทดแทนที่ฉีดเข้าไปเพื่อลดน้ำตาลแบบตรงไปตรงมา ออกฤทธิ์ได้เร็วและแรง เหมาะกับเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 ที่ตับอ่อนเริ่มทำงานไม่ไหวแล้ว
  • ยากลุ่ม GLP-1 RA หรือที่รู้จักในชื่อปากกาลดน้ำหนัก นี่คือดาวรุ่งแห่งวงการยารักษาเบาหวานในยุคนี้! โดยยาฉีดกลุ่มนี้เป็นยาฉีดที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินตามธรรมชาติเมื่อเรากินอาหารเท่านั้น (น้ำตาลจึงไม่ตก) ยิ่งไปกว่านั้นยาตัวนี้ยังออกฤทธิ์ที่สมองช่วยลดความอยากอาหาร และทำให้กระเพาะบีบตัวช้าลง จึงอิ่มนานขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะโรคอ้วนร่วมด้วย เพราะช่วยคุมระดับน้ำตาลพร้อมกับช่วยให้น้ำหนักลดลง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาเบาหวานที่ต้นเหตุ

3. ทางเลือกเสริมและเทคโนโลยีเพื่อการรักษา

ยุคนี้การรักษาเบาหวานก้าวหน้าไปมาก มีตัวช่วยที่ทำให้การคุมน้ำตาลและน้ำหนักแม่นยำขึ้น

  • การผ่าตัดกระเพาะลดความอ้วน ในผู้ป่วยเบาหวานที่อ้วนมาก (BMI สูงเกินเกณฑ์) และคุมน้ำตาลไม่ได้ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะจะช่วยปรับฮอร์โมนในลำไส้ ทำให้เบาหวานดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือโรคสงบได้

เครื่องตรวจน้ำตาลอัตโนมัติ (CGM) เซนเซอร์ชิ้นเล็กๆ ติดที่แขน สามารถส่งค่าระดับน้ำตาลแบบเรียลไทม์เข้าสมาร์ตโฟนได้ตลอดเวลา ช่วยรู้ได้ทันทีว่ากินเมนูนี้แล้วน้ำตาลพุ่งปรี๊ด ทำให้สามารถปรับพฤติกรรมการกินได้แม่นยำ โดยไม่ต้องเจาะปลายนิ้วทุกวัน

4. การปรับพฤติกรรม การรักษาเบาหวานโดยไม่ใช้ยา

นี่คือยาขนานเอกที่ดีที่สุด แม้ว่าวิธีเหล่านี้คือการดูแลตัวเองเป็นหลักแต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาที่แพทย์แนะนำ โดยหากทำได้อย่างมีวินัย ก็ช่วยเพิ่มโอกาสลดปริมาณยาที่แพทย์สั่งได้มหาศาล

  • ควบคุมอาหาร ด้วยการลดปริมาณข้าว แป้ง น้ำตาล ผลไม้หวาน และเน้นการทานผัก โปรตีน หรือทำ IF (Intermittent Fasting) ตามคำแนะนำแพทย์
  • ลดน้ำหนัก การลดน้ำหนักเพียง 5-10% (เช่นหนัก 80 ลดเหลือ 72-76 กก.) จะช่วยสลายไขมันที่พอกตับ ลดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ออกกำลังกาย การขยับร่างกายหรือเวทเทรนนิ่ง จะช่วยดึงน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานที่กล้ามเนื้อ ทำให้น้ำตาลลดลงทันทีหลังได้ออกกำลังกาย
  • งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนอันดับหนึ่งของคนเป็นเบาหวาน

การเป็นเบาหวานไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นให้เราหันมาดูแลตัวเองให้ดียิ่งขึ้น… หากคุณเพิ่งรู้ตัวว่าเป็น หรือเป็นมานานแต่อยากลดยา การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น ยารักษาเบาหวาน ลดน้ำหนัก หรือใช้เครื่องตรวจน้ำตาลอัตโนมัติเข้ากับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง นี่จะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาคุณไปสู่เป้าหมายสุขภาพดีได้อย่างยั่งยืน ที่ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลวิมุต เราพร้อมดูแลคุณด้วยทีมผู้ชำนาญการเฉพาะทาง ทั้งแพทย์เฉพาะทาง นักกำหนดอาหารและพยาบาล เพื่อวางแผนการรักษาเบาหวานแบบ Personalized (เฉพาะบุคคล) ให้คุณคุมเบาหวานได้อยู่หมัด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ วัน

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 07:00-19:00 น. โทร. 0-2079-0070

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม (โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ)

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
นพ.ชาญวัฒน์
ชวนตันติกมล
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม (โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ)

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
13 วิธีดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในยุค COVID-19

เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อ covid-19 โดยโรคเบาหวานนั้นจะทำให้ติดเชื้อ covid -19 ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป และหากติดเชื้อแล้วจะมีผลทำให้เกิดพาวะแทรกซ้อนมากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
เป็นเบาหวานตั้งครรภ์ได้ไหม ?

เพราะการสร้างครอบครัวคือหนึ่งในความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานคงกังวลไม่น้อยว่าจะมีลูกได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า เรามาฟังคำตอบกันที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
สายกินต้องระวัง โรคอันตรายจากไขมันที่ต้องรู้ !

สายกินต้องระวัง! อาหารไขมันสูง ของทอดแสนอร่อยที่แฝงไปด้วยโรคไขมันตัวร้าย มาดูความลับทั้งประโยชน์และโทษของไขมัน ที่บั่นทอนสุขภาพคุณจนอาจเป็นโรคร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
น้ำหนักไม่ลง ทำอย่างไร? เช็ก 7 สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณกำลังลดความอ้วนผิดวิธี

น้ำหนักไม่ลงทำไงดี? ชวนคุณเช็ก 7 สัญญาณเตือนคุมน้ำหนักผิดวิธี ที่อาจทำให้คุณเสี่ยงระบบเผาผลาญพังโดยไม่รู้ตัว พร้อมแนวทางการดูแลน้ำหนักอย่างมั่นใจได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม