เช็กด่วน! 7 ปัจจัยเสี่ยง มะเร็งตับ ภัยเงียบที่อาจไม่มีอาการเตือน

เมื่อได้ยินคำว่า "มะเร็งตับ" หลายคนอาจรู้สึกกังวลและหวาดกลัว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะขึ้นชื่อว่ามะเร็งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับร่างกายตัวเองอย่างแน่นอน อีกทั้งนี่ยังเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยท็อป 5 ในคนไทยอีกด้วย แต่ในปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้มะเร็งตับไม่ได้น่ากังวลอย่างที่คิดอีกต่อไป
และความจริงที่สำคัญที่สุดคือ มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่ "ป้องกันได้" หากเรารู้ถึงปัจจัยเสี่ยงและ ‘มีโอกาสรักษาให้หายได้สูง’ หากตรวจพบตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น บทความนี้เราจะพาคุณไปเข้าใจมะเร็งตับอย่างถูกต้อง เพื่อให้ "รู้ทัน" สามารถป้องกันตัวเองและคนที่คุณรัก และรับการรักษาที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่สุด
มะเร็งตับคืออะไร ?
มะเร็งตับ (Hepatocellular carcinoma) คือ โรคที่เกิดจากเซลล์ในเนื้อตับเกิดการแบ่งตัวผิดปกติและพัฒนาจนกลายเป็นเนื้องอกร้าย (Malignant Tumor) โดยไม่สามารถควบคุมได้ ก้อนมะเร็งนี้สามารถเติบโตและลุกลามทำลายเนื้อตับส่วนที่ดี รวมถึงอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มะเร็งตับสามารถแยกย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ
-
มะเร็งตับชนิดเซลล์ตับ ที่พบได้มากที่สุด เกิดจากเซลล์ตับที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเนื้อร้าย
-
มะเร็งตับชนิดท่อน้ำดี โดยเป็นเนื้องอกที่เกิดจากเซลล์บุท่อน้ำดีเจริญเติบโตผิดปกติ
และจากข้อมูลสถิติทะเบียนมะเร็งประเทศไทย ปี 2565 โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติเผยว่ามะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบบ่อย 5 อันดับแรกทั้งในชายและหญิง โดยพบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และพบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ในเพศหญิง
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับ เกิดจากอะไรได้บ้าง ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ?
มะเร็งตับมักไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรค ซึ่งหากใครที่อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต่อไปนี้ นั่นคือกลุ่มเสี่ยงสูงที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพตับเป็นประจำทุกปี แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
1. ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B หรือ C แบบเรื้อรัง
สาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้คนเป็นโรคมะเร็งตับนั้นเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B หรือ C แบบเรื้อรัง โดยไวรัสเหล่านี้จะทำให้เกิดการอักเสบในตับอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้เซลล์ตับถูกทำลายและต้องสร้างขึ้นมาใหม่ซ้ำๆ ซึ่งกระบวนการนี้เองที่เพิ่มโอกาสให้เซลล์เกิดการกลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์มะเร็งได้
ทำความรู้จักไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดและการป้องกันได้ที่นี่
2. โรคตับแข็ง
โรคมะเร็งตับไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุของการดื่มแอลกอฮอล์หรือติดเชื้อไวรัส ภาวะตับแข็งนั้นคือการที่ตับเกิดการอักเสบเรื้อรังและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทนเซลล์ที่ตายไป โดยทุกครั้งที่มีการแบ่งเซลล์จะต้องคัดลอกรหัสพันธุกรรม (DNA) ทั้งหมด ยิ่งเซลล์ต้องแบ่งตัวบ่อยและเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดหรือ ‘การกลายพันธุ์’ ในการคัดลอก DNA ก็ยิ่งสูงขึ้น ทำให้เซลล์มีโอกาสสูญเสียการควบคุมและแบ่งตัวอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด โดยเซลล์ที่ตายไปแล้วจะทำให้เกิดพังผืดและมีแผลเป็นในเนื้อตับ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดและเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งอย่างยิ่งนั่นเอง

3. ดื่มแอลกอฮอล์หนักเป็นประจำ
แอลกอฮอล์เป็นพิษต่อเซลล์ตับโดยตรง เพราะตับนั้นเปรียบเสมือนโรงงานกำจัดสารพิษ การดื่มหนักและต่อเนื่องจะทำลายเซลล์ตับและนำไปสู่ภาวะตับอักเสบ เมื่อซ่อมแล้วซ่อมอีกจนเต็มไปด้วยแผลเป็นก็จะกลายเป็นตับแข็ง และมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด
4. ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease)
เมื่อร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานได้ทัน จึงทำให้ตับเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเหล่านั้นให้กลายเป็นไขมัน อีกทั้งไขมันจากทั่วร่างกายที่ถูกส่งมายังตับจนเกินความสามารถที่จะส่งออกไปได้ทัน ไขมันจึงเริ่มสะสมพอกพูนอยู่ในเซลล์ตับ ซึ่งไขมันที่สะสมในตับปริมาณมากจะไปรบกวนการทำงานปกติของเซลล์ตับ และสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ภาวะนี้เรียกว่าภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ (MASH - Metabolic dysfunction-associated steatohepatitis) ซึ่งทำลายเซลล์ตับและเพิ่มความเสี่ยงเป็นวัฏจักรเช่นเดียวกับสาเหตุอื่นๆ
5. การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ
การติดเชื้อพยาธิใบไม้ มักเกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ดขาวดิบที่มีตัวพยาธิอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี โดยพยาธิเหล่านี้จะเข้าไปเติบโตและอาศัยอยู่ที่บริเวณท่อน้ำดีและสร้างการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ "มะเร็งท่อน้ำดีในตับ" ที่สำคัญอาการจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับนี้ในระยะเริ่มต้นนั้นแทบไม่มีอาการอะไรเลย กว่าจะรู้ตัวก็ใช้เวลานานเป็น 10 ปี และเกิดโรคแทรกซ้อนอันตรายเสียแล้ว
6. ครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งตับ
หากมีญาติสายตรงป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ นั่นอาจมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมที่ทำให้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ทั้งจาก ‘พันธุกรรม’ การถ่ายทอดโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง หรือยีนที่ทำให้ไวต่อโรค และ ‘ปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน’ โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีที่ถ่ายทอดกันในครอบครัว รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่คล้ายกัน ดังนั้น หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ ควรเข้ารับตรวจคัดกรองโรคตับอย่างสม่ำเสมอ
7. สารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin)
สารชนิดนี้เป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อราที่มักปนเปื้อนในธัญพืชอย่างถั่วลิสงดิบ ข้าวสาร พริกแห้ง หรือเครื่องเทศต่างๆ ที่เก็บรักษาไม่ดี โดยสารพิษนี้เป็นสารก่อมะเร็งที่ส่งผลต่อตับโดยตรง เมื่อสารพิษเข้าสู่ร่างกายก็จะถูกดูดซึมและเดินทางตรงไปยังตับที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษ จากนั้นเอนไซม์ในตับจะเปลี่ยนให้สารอะฟลาทอกซินกลายเป็นสารตัวใหม่ที่ว่องไวและอันตรายยิ่งขึ้น เรียกว่า AFB1-8,9-epoxide ซึ่งสารตัวนี้เองที่เป็นตัวการของการกลายพันธุ์ โดยจะเข้าไปจับและเชื่อมต่อกับ DNA ภายในเซลล์ตับโดยตรง ทำให้โครงสร้างของ DNA เสียหาย แบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้และพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด
โดยความน่ากลัวของสารอะฟลาทอกซินนี้คือต่อให้ใช้ความร้อนเพื่อทำลายเชื้อราให้ตายได้ไปแล้ว แต่ไม่สามารถทำลายสารพิษอะฟลาทอกซินที่เชื้อราสร้างขึ้นมาแล้วได้ ซึ่งแปลว่าหากธัญพืชเหล่านี้เกิดเชื้อราควรทิ้งทันที และไม่ควรนำธัญพืชเหล่านั้นมารับประทานโดยเด็ดขาด

อาการของโรคมะเร็งตับในแต่ละระยะ
อาการของมะเร็งตับในระยะแรกมักมีความคลุมเครือและไม่จำเพาะเจาะจง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่มาพบแพทย์เมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว
อาการของโรคมะเร็งตับระยะเริ่มแรก
มะเร็งตับถือเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการ ในระยะเริ่มแรกที่ก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย และจะรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม ‘การตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง’ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการต่อสู้กับมะเร็งตับ
อาการมะเร็งตับที่เริ่มปรากฏเมื่อโรคดำเนินไประยะหนึ่งแล้ว
เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือเริ่มส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ อาจพบอาการสำคัญเหล่านี้ได้
- ปวดแน่นท้อง บริเวณชายโครงด้านขวาบน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด
- น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เบื่ออาหาร รู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ
- อ่อนเพลียอย่างรุนแรง
- คลำพบก้อนในท้องบริเวณตับ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
- ท้องมาน (มีน้ำในช่องท้อง) หรือขาบวม
ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ
หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการน่าสงสัยตามที่กล่าวข้างต้น ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยขั้นตอนที่เป็นมาตรฐาน ดังนี้
- การอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน เป็นวิธีคัดกรองที่ดีที่สุด ไม่เจ็บและไม่มีรังสี เพื่อตรวจหาก้อนผิดปกติในตับ
- การตรวจเลือดหาค่าสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP - Alpha-fetoprotein) เป็นค่าโปรตีนที่มักจะสูงขึ้นในผู้ที่เป็นมะเร็งตับ
- Protein Induced Vitamin K Absence-II หรือ Antagonist-II (PIVKA-II) เป็นอีกหนึ่ง biomarker ที่ใช้ประเมินความเสี่ยงของการเกิด HCC ซึ่งในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะพบว่าเซลล์ตับเกิดความผิดปกติและเกิดภาวะขาดวิตามินเค (Vitamin K) ทำให้เกิดการสร้างสาร PIVKA-II ออกมามากผิดปกติและถูกปล่อยออกมาในกระแสเลือด ซึ่งการตรวจ PIVKA-II มีความไวที่สูงกว่าการตรวจ AFP ทำให้วินิจฉัยได้ชัดเจนขึ้น
- การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อยืนยันลักษณะของก้อนที่พบ ดูขนาดและประเมินระยะการลุกลาม
แนวทางการรักษามะเร็งตับในปัจจุบันมีอะไรบ้าง ?
การรักษามะเร็งตับในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมากและมีทางเลือกที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ขนาด จำนวนของก้อนมะเร็งและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ดังนี้
- การผ่าตัด เพื่อเอาก้อนเนื้องอกออก เป็นวิธีที่ดีที่สุดหากหวังผลหายขาด
- การปลูกถ่ายตับ เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนตับใหม่ทั้งก้อน
- การให้ยาเคมีบำบัดผ่านทางหลอดเลือด เป็นการทำลายก้อนมะเร็งเฉพาะที่
- การใช้ยาแบบมุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด สำหรับผู้ป่วยในระยะลุกลาม
จะเห็นได้ว่ามะเร็งตับไม่ใช่โรคที่ต้องหวาดกลัวจนเกินไป แต่เป็นโรคที่เราต้อง "รู้ทัน" และ "ป้องกัน" อย่างจริงจัง ความรู้ความเข้าใจในปัจจัยเสี่ยงและการหมั่นตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรอง คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่คุณมีอยู่ในมือ หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีความเสี่ยง อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจสุขภาพ เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นคือกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ และโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิตที่แข็งแรงและมีความสุขอีกครั้ง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่
ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต
เวลาทำการ 08:00 - 20:00 น. โทร. 0-2079-0054
หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์
ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ
แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

จิริยะสิน

จิริยะสิน

จิริยะสิน

จิริยะสิน

จิริยะสิน

จิริยะสิน
เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!
ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค
ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!
ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!
ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค
ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!
ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค
ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!
ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!
ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์
แนะนำแพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจตรวจไขมันสะสมในตับ Liver Scan
2,500 บาท
