เช็กด่วน! 7 ปัจจัยเสี่ยง มะเร็งตับ ภัยเงียบที่อาจไม่มีอาการเตือน

22 ม.ค. 69  | ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
แชร์บทความ      

เมื่อได้ยินคำว่า "มะเร็งตับ" หลายคนอาจรู้สึกกังวลและหวาดกลัว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะขึ้นชื่อว่ามะเร็งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับร่างกายตัวเองอย่างแน่นอน อีกทั้งนี่ยังเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยท็อป 5 ในคนไทยอีกด้วย แต่ในปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้มะเร็งตับไม่ได้น่ากังวลอย่างที่คิดอีกต่อไป

และความจริงที่สำคัญที่สุดคือ มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่ "ป้องกันได้" หากเรารู้ถึงปัจจัยเสี่ยงและ ‘มีโอกาสรักษาให้หายได้สูง’ หากตรวจพบตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น บทความนี้เราจะพาคุณไปเข้าใจมะเร็งตับอย่างถูกต้อง เพื่อให้ "รู้ทัน" สามารถป้องกันตัวเองและคนที่คุณรัก และรับการรักษาที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่สุด

มะเร็งตับคืออะไร ?

มะเร็งตับ (Hepatocellular carcinoma) คือ โรคที่เกิดจากเซลล์ในเนื้อตับเกิดการแบ่งตัวผิดปกติและพัฒนาจนกลายเป็นเนื้องอกร้าย (Malignant Tumor) โดยไม่สามารถควบคุมได้ ก้อนมะเร็งนี้สามารถเติบโตและลุกลามทำลายเนื้อตับส่วนที่ดี รวมถึงอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มะเร็งตับสามารถแยกย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ

  • มะเร็งตับชนิดเซลล์ตับ ที่พบได้มากที่สุด เกิดจากเซลล์ตับที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเนื้อร้าย

  • มะเร็งตับชนิดท่อน้ำดี โดยเป็นเนื้องอกที่เกิดจากเซลล์บุท่อน้ำดีเจริญเติบโตผิดปกติ

และจากข้อมูลสถิติทะเบียนมะเร็งประเทศไทย ปี 2565 โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติเผยว่ามะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบบ่อย 5 อันดับแรกทั้งในชายและหญิง  โดยพบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และพบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ในเพศหญิง

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับ เกิดจากอะไรได้บ้าง ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ?

มะเร็งตับมักไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรค ซึ่งหากใครที่อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต่อไปนี้ นั่นคือกลุ่มเสี่ยงสูงที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพตับเป็นประจำทุกปี แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม

1. ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B หรือ C แบบเรื้อรัง

สาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้คนเป็นโรคมะเร็งตับนั้นเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B หรือ C แบบเรื้อรัง โดยไวรัสเหล่านี้จะทำให้เกิดการอักเสบในตับอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้เซลล์ตับถูกทำลายและต้องสร้างขึ้นมาใหม่ซ้ำๆ ซึ่งกระบวนการนี้เองที่เพิ่มโอกาสให้เซลล์เกิดการกลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์มะเร็งได้

ทำความรู้จักไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดและการป้องกันได้ที่นี่

2. โรคตับแข็ง

โรคมะเร็งตับไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุของการดื่มแอลกอฮอล์หรือติดเชื้อไวรัส ภาวะตับแข็งนั้นคือการที่ตับเกิดการอักเสบเรื้อรังและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทนเซลล์ที่ตายไป โดยทุกครั้งที่มีการแบ่งเซลล์จะต้องคัดลอกรหัสพันธุกรรม (DNA) ทั้งหมด ยิ่งเซลล์ต้องแบ่งตัวบ่อยและเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดหรือ ‘การกลายพันธุ์’ ในการคัดลอก DNA ก็ยิ่งสูงขึ้น ทำให้เซลล์มีโอกาสสูญเสียการควบคุมและแบ่งตัวอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด โดยเซลล์ที่ตายไปแล้วจะทำให้เกิดพังผืดและมีแผลเป็นในเนื้อตับ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดและเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งอย่างยิ่งนั่นเอง

3. ดื่มแอลกอฮอล์หนักเป็นประจำ

แอลกอฮอล์เป็นพิษต่อเซลล์ตับโดยตรง เพราะตับนั้นเปรียบเสมือนโรงงานกำจัดสารพิษ การดื่มหนักและต่อเนื่องจะทำลายเซลล์ตับและนำไปสู่ภาวะตับอักเสบ เมื่อซ่อมแล้วซ่อมอีกจนเต็มไปด้วยแผลเป็นก็จะกลายเป็นตับแข็ง และมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

4. ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease)

เมื่อร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานได้ทัน จึงทำให้ตับเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเหล่านั้นให้กลายเป็นไขมัน อีกทั้งไขมันจากทั่วร่างกายที่ถูกส่งมายังตับจนเกินความสามารถที่จะส่งออกไปได้ทัน ไขมันจึงเริ่มสะสมพอกพูนอยู่ในเซลล์ตับ ซึ่งไขมันที่สะสมในตับปริมาณมากจะไปรบกวนการทำงานปกติของเซลล์ตับ และสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ภาวะนี้เรียกว่าภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ (MASH - Metabolic dysfunction-associated steatohepatitis) ซึ่งทำลายเซลล์ตับและเพิ่มความเสี่ยงเป็นวัฏจักรเช่นเดียวกับสาเหตุอื่นๆ

5. การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ

การติดเชื้อพยาธิใบไม้ มักเกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ดขาวดิบที่มีตัวพยาธิอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี โดยพยาธิเหล่านี้จะเข้าไปเติบโตและอาศัยอยู่ที่บริเวณท่อน้ำดีและสร้างการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ "มะเร็งท่อน้ำดีในตับ" ที่สำคัญอาการจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับนี้ในระยะเริ่มต้นนั้นแทบไม่มีอาการอะไรเลย กว่าจะรู้ตัวก็ใช้เวลานานเป็น 10 ปี และเกิดโรคแทรกซ้อนอันตรายเสียแล้ว

6. ครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งตับ

หากมีญาติสายตรงป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ นั่นอาจมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมที่ทำให้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ทั้งจาก ‘พันธุกรรม’ การถ่ายทอดโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง หรือยีนที่ทำให้ไวต่อโรค และ ‘ปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน’ โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีที่ถ่ายทอดกันในครอบครัว รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่คล้ายกัน ดังนั้น หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ ควรเข้ารับตรวจคัดกรองโรคตับอย่างสม่ำเสมอ

7. สารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin)

สารชนิดนี้เป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อราที่มักปนเปื้อนในธัญพืชอย่างถั่วลิสงดิบ ข้าวสาร พริกแห้ง หรือเครื่องเทศต่างๆ ที่เก็บรักษาไม่ดี โดยสารพิษนี้เป็นสารก่อมะเร็งที่ส่งผลต่อตับโดยตรง เมื่อสารพิษเข้าสู่ร่างกายก็จะถูกดูดซึมและเดินทางตรงไปยังตับที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษ จากนั้นเอนไซม์ในตับจะเปลี่ยนให้สารอะฟลาทอกซินกลายเป็นสารตัวใหม่ที่ว่องไวและอันตรายยิ่งขึ้น เรียกว่า AFB1-8,9-epoxide ซึ่งสารตัวนี้เองที่เป็นตัวการของการกลายพันธุ์ โดยจะเข้าไปจับและเชื่อมต่อกับ DNA ภายในเซลล์ตับโดยตรง ทำให้โครงสร้างของ DNA เสียหาย แบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้และพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด

โดยความน่ากลัวของสารอะฟลาทอกซินนี้คือต่อให้ใช้ความร้อนเพื่อทำลายเชื้อราให้ตายได้ไปแล้ว แต่ไม่สามารถทำลายสารพิษอะฟลาทอกซินที่เชื้อราสร้างขึ้นมาแล้วได้ ซึ่งแปลว่าหากธัญพืชเหล่านี้เกิดเชื้อราควรทิ้งทันที และไม่ควรนำธัญพืชเหล่านั้นมารับประทานโดยเด็ดขาด

อาการของโรคมะเร็งตับในแต่ละระยะ

อาการของมะเร็งตับในระยะแรกมักมีความคลุมเครือและไม่จำเพาะเจาะจง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่มาพบแพทย์เมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว

อาการของโรคมะเร็งตับระยะเริ่มแรก

มะเร็งตับถือเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการ ในระยะเริ่มแรกที่ก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย และจะรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม ‘การตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง’ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการต่อสู้กับมะเร็งตับ

อาการมะเร็งตับที่เริ่มปรากฏเมื่อโรคดำเนินไประยะหนึ่งแล้ว

เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือเริ่มส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ อาจพบอาการสำคัญเหล่านี้ได้

  • ปวดแน่นท้อง บริเวณชายโครงด้านขวาบน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร รู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ
  • อ่อนเพลียอย่างรุนแรง
  • คลำพบก้อนในท้องบริเวณตับ
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
  • ท้องมาน (มีน้ำในช่องท้อง) หรือขาบวม

ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ

หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการน่าสงสัยตามที่กล่าวข้างต้น ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยขั้นตอนที่เป็นมาตรฐาน ดังนี้

  • การอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน เป็นวิธีคัดกรองที่ดีที่สุด ไม่เจ็บและไม่มีรังสี เพื่อตรวจหาก้อนผิดปกติในตับ
  • การตรวจเลือดหาค่าสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP - Alpha-fetoprotein) เป็นค่าโปรตีนที่มักจะสูงขึ้นในผู้ที่เป็นมะเร็งตับ
  • Protein Induced Vitamin K Absence-II หรือ Antagonist-II (PIVKA-II) เป็นอีกหนึ่ง biomarker ที่ใช้ประเมินความเสี่ยงของการเกิด HCC ซึ่งในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะพบว่าเซลล์ตับเกิดความผิดปกติและเกิดภาวะขาดวิตามินเค (Vitamin K) ทำให้เกิดการสร้างสาร PIVKA-II ออกมามากผิดปกติและถูกปล่อยออกมาในกระแสเลือด ซึ่งการตรวจ PIVKA-II มีความไวที่สูงกว่าการตรวจ AFP ทำให้วินิจฉัยได้ชัดเจนขึ้น
  • การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อยืนยันลักษณะของก้อนที่พบ ดูขนาดและประเมินระยะการลุกลาม

แนวทางการรักษามะเร็งตับในปัจจุบันมีอะไรบ้าง ?

การรักษามะเร็งตับในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมากและมีทางเลือกที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ขนาด จำนวนของก้อนมะเร็งและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ดังนี้

  • การผ่าตัด เพื่อเอาก้อนเนื้องอกออก เป็นวิธีที่ดีที่สุดหากหวังผลหายขาด
  • การปลูกถ่ายตับ เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนตับใหม่ทั้งก้อน
  • การให้ยาเคมีบำบัดผ่านทางหลอดเลือด เป็นการทำลายก้อนมะเร็งเฉพาะที่
  • การใช้ยาแบบมุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด สำหรับผู้ป่วยในระยะลุกลาม

จะเห็นได้ว่ามะเร็งตับไม่ใช่โรคที่ต้องหวาดกลัวจนเกินไป แต่เป็นโรคที่เราต้อง "รู้ทัน" และ "ป้องกัน" อย่างจริงจัง ความรู้ความเข้าใจในปัจจัยเสี่ยงและการหมั่นตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรอง คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่คุณมีอยู่ในมือ หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีความเสี่ยง อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจสุขภาพ เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นคือกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ และโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิตที่แข็งแรงและมีความสุขอีกครั้ง

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 08:00 - 20:00 น. โทร. 0-2079-0054

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
พญ.สาวินี จิริยะสิน อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.สาวินี
จิริยะสิน
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!

ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!

ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

อ่านเพิ่มเติม

แนะนำแพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง