ท้องเสียธรรมดา หรือเสี่ยง ‘อหิวาตกโรค’ ? รู้ทันโรคติดเชื้อจากน้ำและอาหารที่ควรระวัง

07 ม.ค. 69  | ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
แชร์บทความ      

อหิวาตกโรค เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารที่ยังคงพบการระบาดได้ในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนหรือช่วงที่มีน้ำท่วมขัง ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาดและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อสามารถกระตุ้นให้เกิดการระบาดได้ง่าย โรคนี้แม้จะดูเหมือน “ท้องเสียธรรมดา” แต่หากละเลยไม่รีบรักษา อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ชอบรับประทานอาหารดิบหรืออาหารทะเลที่ไม่ผ่านความร้อนเพียงพอ

ในบทความนี้ เราจะพาไปทำความเข้าใจว่า อหิวาตกโรคเกิดจากอะไร อาการที่ควรระวังมีอะไรบ้าง ตลอดจนแนวทางการรักษาและป้องกันโรคอย่างถูกวิธี เพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างปลอดภัยในทุกฤดูกาล

อหิวาตกโรคคืออะไร ?

อหิวาตกโรค (Cholera) คือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อ “วิบริโอ คอเลรา (Vibrio cholerae)” ซึ่งมักปนเปื้อนในน้ำหรืออาหารที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะอาหารทะเลที่ดิบหรือปรุงไม่สุก เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะไปเจริญเติบโตบริเวณลำไส้เล็กและสร้างสารพิษที่เรียกว่า “คอเลอรา ท็อกซิน (Cholera toxin)” ซึ่งมีผลต่อเยื่อบุลำไส้ ทำให้ร่างกายเกิดการหลั่งน้ำและเกลือแร่ออกจากเซลล์ในปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง อุจจาระมีลักษณะใสขุ่นคล้ายน้ำซาวข้าว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง ช็อก และอาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

 

นอกจากนี้ ผู้ที่ติดเชื้ออหิวาตกโรคบางรายอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ยังสามารถขับเชื้อออกมากับอุจจาระได้ ทำให้กลายเป็น “พาหะ” โดยไม่รู้ตัว และแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ผ่านทางอาหาร น้ำดื่ม หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคนี้ระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สุขาภิบาลไม่ดี

⚠️ในอดีต อหิวาตกโรคเคยเป็นโรคระบาดใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจำนวนมากจนได้รับฉายาว่า “โรคห่า” ในภาษาไทยสมัยโบราณ

 

อหิวาตกโรค เกิดจากอะไร สาเหตุจากกินของดิบหรือไม่ ?

สาเหตุหลักของอหิวาตกโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียวิบริโอ คอเลรา (Vibrio cholerae) ซึ่งสามารถพบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หรือชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบสุขาภิบาลไม่ดี ซึ่งปัจจัยหลักที่มักเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 

1. การรับเชื้อโดยตรงจากอาหารหรือน้ำ เชื้อมักเข้าสู่ร่างกายโดยตรงผ่านการอุปโภคหรือบริโภคสิ่งที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น

  • ดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือน้ำประปาที่ไม่ได้กรองหรือต้มให้เดือด
  • ใช้น้ำปนเปื้อนในการล้างผักหรือผลไม้
  • รับประทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือถูกแมลงวันตอม
  • รับประทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะอาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู หรือปลาดิบ

2. การติดเชื้อทางอ้อมจากสุขอนามัยส่วนบุคคล ผู้ที่สัมผัสเชื้อโดยไม่รู้ตัวหรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีการดูแลสุขอนามัยไม่ทั่วถึง เช่น

  • ไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังเข้าห้องน้ำ
  • ใช้ภาชนะหรือของใช้ร่วมกับผู้ป่วย เช่น ช้อน แก้วน้ำ หรือจาน

3. สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแพร่ระบาด ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เชื้อแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในชุมชน เช่น

  • อาศัยอยู่ในพื้นที่สุขาภิบาลไม่ดี หรือชุมชนที่มีความหนาแน่นสูง
  • ระบบจัดการน้ำและสิ่งปฏิกูลไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่าย

อาการของอหิวาตกโรค ที่สังเกตได้เป็นอย่างไร ?

หลังจากได้รับเชื้ออหิวาตกโรค อาการจะเริ่มแสดงออกภายใน 12 ชั่วโมง ถึง 5 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและภูมิคุ้มกันของแต่ละคน โดยสามารถแบ่งอาการได้เป็น 2 ระยะหลักๆ ดังนี้

อาการติดเชื้ออหิวาตกโรคระยะแรก

เป็นช่วงที่เชื้อเริ่มเจริญในลำไส้ ทำให้ร่างกายเริ่มสูญเสียน้ำและเกลือแร่ อาการจะคล้ายกับอาการท้องเสียทั่วไป เช่น
  • ถ่ายเหลวแบบน้ำ ไม่มีกลิ่นแรง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • รู้สึกไม่สบายหรือปั่นป่วนในท้อง แต่ไม่ปวดท้อง
  • รู้สึกกระหายน้ำมากผิดปกติ

อาการติดเชื้ออหิวาตกโรคในระยะรุนแรง

เมื่อเชื้อเข้าสู่ลำไส้และเจริญเติบโตจนสร้างสารพิษได้เต็มที่ ร่างกายจะสูญเสียน้ำในปริมาณมากภายในเวลาสั้นๆ จนอาจเกิดภาวะช็อกได้ โดยอาการเด่นของระยะนี้ ได้แก่
  • ถ่ายอุจจาระจำนวนมาก ลักษณะขุ่นคล้ายน้ำซาวข้าว
  • อาเจียนอย่างต่อเนื่องจนกินไม่ได้
  • ผิวแห้ง ปากแห้ง ตาลึก มือเท้าเย็น
  • ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย
  • ชีพจรเต้นเร็ว หน้ามืด เวียนหัว

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจสับสนระหว่างอหิวาตกโรคกับโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารอื่นๆ เพราะมีอาการท้องร่วงและอาเจียนคล้ายกัน โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ และโรคบิด ซึ่งทั้ง 2 โรคนี้อาจมีอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรงได้เช่นกัน

 

เปรียบเทียบความต่าง อาหารเป็นพิษ vs โรคบิด vs อหิวาตกโรค

                                                                                                            

  อาการ/ลักษณะ

  ไข้หวัดธรรมดา

  ไข้หวัดใหญ่

  ไข้หวัดแบคทีเรีย

เชื้อสาเหตุ

เชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae
เชื้อแบคทีเรีย Salmonella, E. coli หรือ Staphylococcus aureus เชื้อแบคทีเรีย Shigella หรือเชื้ออะมีบา Entamoeba histolytica

แหล่งติดเชื้อ

น้ำและอาหารปนเปื้อน โดยเฉพาะอาหารทะเลดิบ

อาหารบูดหรือปนเปื้อนเชื้อ

 อาหารหรือน้ำไม่สะอาด

ระยะฟักตัว

12 ชม. - 5 วัน

1 - 24 ชม

1 - 3 วัน

ลักษณะอุจจาระ

ใสขุ่นคล้ายน้ำซาวข้าว

เหลวหรือมีเศษอาหาร

 มีมูกหรือเลือดปน อาจมีกลิ่นเหม็นรุนแรง

อาการเด่น

 ถ่ายเป็นน้ำปริมาณมาก อาเจียน ไม่ปวดเบ่ง

คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และถ่ายเหลว

 ปวดเบ่งถ่าย ปวดท้องน้อย ถ่ายมูกเลือด

ภาวะแทรกซ้อน

 ขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง ช็อก และเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับสารน้ำทดแทน

 ขาดน้ำระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

ขาดน้ำ ปวดเกร็งลำไส้ อาจเกิดภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรังในรายที่ไม่รักษา

ภาวะแทรกซ้อนของอหิวาตกโรค

  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe dehydration) ทำให้ความดันโลหิตลดลง หัวใจเต้นเร็ว มือเท้าเย็น และอาจเข้าสู่ภาวะช็อก
  • ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) โดยเฉพาะในเด็กที่อาเจียนหรือกินไม่ได้
  • ภาวะโพแทสเซียมต่ำ (Hypokalemia) ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเกิดอาการเกร็ง
  • ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute renal failure) เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอจากการขาดน้ำ

⚠️หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจส่งผลอย่างรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

 
 

อหิวาตกโรค รักษาอย่างไร ?

การรักษาอหิวาตกโรคจำเป็นต้องทำอย่างรวดเร็วและถูกวิธี เพราะผู้ป่วยสามารถเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในปริมาณมากเกินไป

1.การรักษาทางการแพทย์

  • การให้สารน้ำและเกลือแร่ทดแทน แพทย์จะให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เพื่อช่วยชดเชยน้ำและอิเล็กโทรไลต์ เช่น โซเดียมและโพแทสเซียม ซึ่งช่วยให้ร่างกายกลับมาทำงานตามปกติได้เร็วขึ้น ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น ถ่ายเหลวบ่อยมาก อาเจียนจนไม่สามารถดื่มน้ำได้ หรือมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง แพทย์จะให้สารน้ำทางหลอดเลือด (IV Fluid) เพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการขาดน้ำ
  • การให้ยาปฏิชีวนะ ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยลดปริมาณเชื้อและระยะเวลาของอาการท้องร่วง เช่น ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline), อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) หรือซิโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin) ทั้งนี้ การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพื่อป้องกันการดื้อยาและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจต้องตรวจเลือดเพื่อติดตามระดับโซเดียม โพแทสเซียม และค่าการทำงานของไต เนื่องจากอหิวาตกโรคสามารถทำให้ระดับแร่ธาตุในเลือดผิดปกติ หรือเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้

2. การดูแลตนเองระหว่างฟื้นตัว

  • ดื่มน้ำสะอาด และสารละลายเกลือแร่บ่อยๆ
  • รับประทานอาหารอ่อน หรืออาหารที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม น้ำแกงใส
  • หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารดิบ หรืออาหารรสจัดในช่วงฟื้นตัว
  • หมั่นล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร

แนวทางป้องกันอหิวาตกโรค

แม้อหิวาตกโรคจะสามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดหรือพื้นที่ที่ระบบสุขาภิบาลยังไม่ดีพอ ดังนี้
  1. กินอาหารสุก สะอาด ปรุงใหม่เสมอ หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุก เช่น หอย กุ้ง ปูดอง ปลาร้า เพราะอาจมีเชื้อ ปนเปื้อน ควรกินอาหารที่ปรุงสุกและเก็บในภาชนะปิดมิดชิด
  2. ดื่มน้ำสะอาดเท่านั้น ใช้น้ำที่ผ่านการต้มเดือดหรือน้ำบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน หลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรือน้ำจากแหล่งที่ไม่แน่ใจว่าปลอดภัย
  3. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด ก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังสัมผัสสิ่งสกปรก เพื่อลดโอกาสนำเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
  4. ไม่ใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น แยกช้อน จาน แก้วน้ำของตัวเอง และล้างให้สะอาดหลังใช้ทุกครั้ง
  5. จัดการสิ่งปฏิกูลและขยะอย่างถูกสุขลักษณะ ไม่ทิ้งของเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะ ทำความสะอาดห้องน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ โดยเฉพาะหากมีผู้ป่วยในบ้าน
  6. ระมัดระวังเมื่อเดินทางไปพื้นที่ระบาด หลีกเลี่ยงอาหารริมทางที่ไม่แน่ใจความสะอาด พกผงเกลือแร่ (ORS) ติดตัวไว้ และรีบพบแพทย์หากมีอาการท้องร่วงรุนแรง
  7. รับวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาด สามารถเข้ารับวัคซีนชนิดรับประทานเพื่อช่วยลดโอกาสติดเชื้อได้ประมาณ 2 ปี ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน
อหิวาตกโรคเป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารที่อาจดูเหมือนอาการท้องเสียทั่วไป แต่มีความรุนแรงสูงและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้ การเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อ หากสังเกตพบอาการถ่ายเหลวผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่ออุจจาระมีลักษณะเหมือนน้ำซาวข้าว หรือถ่ายบ่อยจนร่างกายอ่อนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำและรักษาสมดุลของร่างกายอย่างปลอดภัย


 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 08:00-20:00 น. โทร. 0-2079-0054

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
พญ. สาวินี จิริยะสิน อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.สาวินี
จิริยะสิน
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!

ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!

ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

อ่านเพิ่มเติม