ท้องเสียธรรมดา หรือเสี่ยง ‘อหิวาตกโรค’ ? รู้ทันโรคติดเชื้อจากน้ำและอาหารที่ควรระวัง

อหิวาตกโรค เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารที่ยังคงพบการระบาดได้ในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนหรือช่วงที่มีน้ำท่วมขัง ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาดและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อสามารถกระตุ้นให้เกิดการระบาดได้ง่าย โรคนี้แม้จะดูเหมือน “ท้องเสียธรรมดา” แต่หากละเลยไม่รีบรักษา อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ชอบรับประทานอาหารดิบหรืออาหารทะเลที่ไม่ผ่านความร้อนเพียงพอ
ในบทความนี้ เราจะพาไปทำความเข้าใจว่า อหิวาตกโรคเกิดจากอะไร อาการที่ควรระวังมีอะไรบ้าง ตลอดจนแนวทางการรักษาและป้องกันโรคอย่างถูกวิธี เพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างปลอดภัยในทุกฤดูกาล
อหิวาตกโรคคืออะไร ?
อหิวาตกโรค (Cholera) คือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อ “วิบริโอ คอเลรา (Vibrio cholerae)” ซึ่งมักปนเปื้อนในน้ำหรืออาหารที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะอาหารทะเลที่ดิบหรือปรุงไม่สุก เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะไปเจริญเติบโตบริเวณลำไส้เล็กและสร้างสารพิษที่เรียกว่า “คอเลอรา ท็อกซิน (Cholera toxin)” ซึ่งมีผลต่อเยื่อบุลำไส้ ทำให้ร่างกายเกิดการหลั่งน้ำและเกลือแร่ออกจากเซลล์ในปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง อุจจาระมีลักษณะใสขุ่นคล้ายน้ำซาวข้าว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง ช็อก และอาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
นอกจากนี้ ผู้ที่ติดเชื้ออหิวาตกโรคบางรายอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ยังสามารถขับเชื้อออกมากับอุจจาระได้ ทำให้กลายเป็น “พาหะ” โดยไม่รู้ตัว และแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ผ่านทางอาหาร น้ำดื่ม หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคนี้ระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สุขาภิบาลไม่ดี
|
⚠️ในอดีต อหิวาตกโรคเคยเป็นโรคระบาดใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจำนวนมากจนได้รับฉายาว่า “โรคห่า” ในภาษาไทยสมัยโบราณ |
อหิวาตกโรค เกิดจากอะไร สาเหตุจากกินของดิบหรือไม่ ?
สาเหตุหลักของอหิวาตกโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียวิบริโอ คอเลรา (Vibrio cholerae) ซึ่งสามารถพบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หรือชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบสุขาภิบาลไม่ดี ซึ่งปัจจัยหลักที่มักเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้1. การรับเชื้อโดยตรงจากอาหารหรือน้ำ เชื้อมักเข้าสู่ร่างกายโดยตรงผ่านการอุปโภคหรือบริโภคสิ่งที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น
- ดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือน้ำประปาที่ไม่ได้กรองหรือต้มให้เดือด
- ใช้น้ำปนเปื้อนในการล้างผักหรือผลไม้
- รับประทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือถูกแมลงวันตอม
- รับประทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะอาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู หรือปลาดิบ
2. การติดเชื้อทางอ้อมจากสุขอนามัยส่วนบุคคล ผู้ที่สัมผัสเชื้อโดยไม่รู้ตัวหรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีการดูแลสุขอนามัยไม่ทั่วถึง เช่น
- ไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังเข้าห้องน้ำ
- ใช้ภาชนะหรือของใช้ร่วมกับผู้ป่วย เช่น ช้อน แก้วน้ำ หรือจาน
3. สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแพร่ระบาด ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เชื้อแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในชุมชน เช่น
- อาศัยอยู่ในพื้นที่สุขาภิบาลไม่ดี หรือชุมชนที่มีความหนาแน่นสูง
- ระบบจัดการน้ำและสิ่งปฏิกูลไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่าย
อาการของอหิวาตกโรค ที่สังเกตได้เป็นอย่างไร ?
หลังจากได้รับเชื้ออหิวาตกโรค อาการจะเริ่มแสดงออกภายใน 12 ชั่วโมง ถึง 5 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและภูมิคุ้มกันของแต่ละคน โดยสามารถแบ่งอาการได้เป็น 2 ระยะหลักๆ ดังนี้อาการติดเชื้ออหิวาตกโรคระยะแรก
เป็นช่วงที่เชื้อเริ่มเจริญในลำไส้ ทำให้ร่างกายเริ่มสูญเสียน้ำและเกลือแร่ อาการจะคล้ายกับอาการท้องเสียทั่วไป เช่น- ถ่ายเหลวแบบน้ำ ไม่มีกลิ่นแรง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- รู้สึกไม่สบายหรือปั่นป่วนในท้อง แต่ไม่ปวดท้อง
- รู้สึกกระหายน้ำมากผิดปกติ
อาการติดเชื้ออหิวาตกโรคในระยะรุนแรง
เมื่อเชื้อเข้าสู่ลำไส้และเจริญเติบโตจนสร้างสารพิษได้เต็มที่ ร่างกายจะสูญเสียน้ำในปริมาณมากภายในเวลาสั้นๆ จนอาจเกิดภาวะช็อกได้ โดยอาการเด่นของระยะนี้ ได้แก่- ถ่ายอุจจาระจำนวนมาก ลักษณะขุ่นคล้ายน้ำซาวข้าว
- อาเจียนอย่างต่อเนื่องจนกินไม่ได้
- ผิวแห้ง ปากแห้ง ตาลึก มือเท้าเย็น
- ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย
- ชีพจรเต้นเร็ว หน้ามืด เวียนหัว
อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจสับสนระหว่างอหิวาตกโรคกับโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารอื่นๆ เพราะมีอาการท้องร่วงและอาเจียนคล้ายกัน โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ และโรคบิด ซึ่งทั้ง 2 โรคนี้อาจมีอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรงได้เช่นกัน

เปรียบเทียบความต่าง อาหารเป็นพิษ vs โรคบิด vs อหิวาตกโรค
อาการ/ลักษณะ |
ไข้หวัดธรรมดา |
ไข้หวัดใหญ่ |
ไข้หวัดแบคทีเรีย |
เชื้อสาเหตุ |
เชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae |
เชื้อแบคทีเรีย Salmonella, E. coli หรือ Staphylococcus aureus | เชื้อแบคทีเรีย Shigella หรือเชื้ออะมีบา Entamoeba histolytica |
แหล่งติดเชื้อ |
น้ำและอาหารปนเปื้อน โดยเฉพาะอาหารทะเลดิบ |
อาหารบูดหรือปนเปื้อนเชื้อ |
อาหารหรือน้ำไม่สะอาด |
ระยะฟักตัว |
12 ชม. - 5 วัน |
1 - 24 ชม |
1 - 3 วัน |
ลักษณะอุจจาระ |
ใสขุ่นคล้ายน้ำซาวข้าว |
เหลวหรือมีเศษอาหาร |
มีมูกหรือเลือดปน อาจมีกลิ่นเหม็นรุนแรง |
อาการเด่น |
ถ่ายเป็นน้ำปริมาณมาก อาเจียน ไม่ปวดเบ่ง |
คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และถ่ายเหลว |
ปวดเบ่งถ่าย ปวดท้องน้อย ถ่ายมูกเลือด |
ภาวะแทรกซ้อน |
ขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง ช็อก และเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับสารน้ำทดแทน |
ขาดน้ำระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง |
ขาดน้ำ ปวดเกร็งลำไส้ อาจเกิดภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรังในรายที่ไม่รักษา |
ภาวะแทรกซ้อนของอหิวาตกโรค
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe dehydration) ทำให้ความดันโลหิตลดลง หัวใจเต้นเร็ว มือเท้าเย็น และอาจเข้าสู่ภาวะช็อก
- ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) โดยเฉพาะในเด็กที่อาเจียนหรือกินไม่ได้
- ภาวะโพแทสเซียมต่ำ (Hypokalemia) ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเกิดอาการเกร็ง
- ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute renal failure) เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอจากการขาดน้ำ
|
⚠️หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจส่งผลอย่างรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ |

อหิวาตกโรค รักษาอย่างไร ?
การรักษาอหิวาตกโรคจำเป็นต้องทำอย่างรวดเร็วและถูกวิธี เพราะผู้ป่วยสามารถเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในปริมาณมากเกินไป1.การรักษาทางการแพทย์
- การให้สารน้ำและเกลือแร่ทดแทน แพทย์จะให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เพื่อช่วยชดเชยน้ำและอิเล็กโทรไลต์ เช่น โซเดียมและโพแทสเซียม ซึ่งช่วยให้ร่างกายกลับมาทำงานตามปกติได้เร็วขึ้น ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น ถ่ายเหลวบ่อยมาก อาเจียนจนไม่สามารถดื่มน้ำได้ หรือมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง แพทย์จะให้สารน้ำทางหลอดเลือด (IV Fluid) เพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการขาดน้ำ
- การให้ยาปฏิชีวนะ ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยลดปริมาณเชื้อและระยะเวลาของอาการท้องร่วง เช่น ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline), อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) หรือซิโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin) ทั้งนี้ การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพื่อป้องกันการดื้อยาและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจต้องตรวจเลือดเพื่อติดตามระดับโซเดียม โพแทสเซียม และค่าการทำงานของไต เนื่องจากอหิวาตกโรคสามารถทำให้ระดับแร่ธาตุในเลือดผิดปกติ หรือเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้
2. การดูแลตนเองระหว่างฟื้นตัว
- ดื่มน้ำสะอาด และสารละลายเกลือแร่บ่อยๆ
- รับประทานอาหารอ่อน หรืออาหารที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม น้ำแกงใส
- หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารดิบ หรืออาหารรสจัดในช่วงฟื้นตัว
- หมั่นล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร
แนวทางป้องกันอหิวาตกโรค
แม้อหิวาตกโรคจะสามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดหรือพื้นที่ที่ระบบสุขาภิบาลยังไม่ดีพอ ดังนี้- กินอาหารสุก สะอาด ปรุงใหม่เสมอ หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุก เช่น หอย กุ้ง ปูดอง ปลาร้า เพราะอาจมีเชื้อ ปนเปื้อน ควรกินอาหารที่ปรุงสุกและเก็บในภาชนะปิดมิดชิด
- ดื่มน้ำสะอาดเท่านั้น ใช้น้ำที่ผ่านการต้มเดือดหรือน้ำบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน หลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรือน้ำจากแหล่งที่ไม่แน่ใจว่าปลอดภัย
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด ก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังสัมผัสสิ่งสกปรก เพื่อลดโอกาสนำเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
- ไม่ใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น แยกช้อน จาน แก้วน้ำของตัวเอง และล้างให้สะอาดหลังใช้ทุกครั้ง
- จัดการสิ่งปฏิกูลและขยะอย่างถูกสุขลักษณะ ไม่ทิ้งของเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะ ทำความสะอาดห้องน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ โดยเฉพาะหากมีผู้ป่วยในบ้าน
- ระมัดระวังเมื่อเดินทางไปพื้นที่ระบาด หลีกเลี่ยงอาหารริมทางที่ไม่แน่ใจความสะอาด พกผงเกลือแร่ (ORS) ติดตัวไว้ และรีบพบแพทย์หากมีอาการท้องร่วงรุนแรง
- รับวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาด สามารถเข้ารับวัคซีนชนิดรับประทานเพื่อช่วยลดโอกาสติดเชื้อได้ประมาณ 2 ปี ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน
อหิวาตกโรคเป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารที่อาจดูเหมือนอาการท้องเสียทั่วไป แต่มีความรุนแรงสูงและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้ การเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อ หากสังเกตพบอาการถ่ายเหลวผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่ออุจจาระมีลักษณะเหมือนน้ำซาวข้าว หรือถ่ายบ่อยจนร่างกายอ่อนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำและรักษาสมดุลของร่างกายอย่างปลอดภัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่
ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต
เวลาทำการ 08:00-20:00 น. โทร. 0-2079-0054
หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์
ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ
แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

จิริยะสิน

จิริยะสิน

จิริยะสิน

จิริยะสิน

จิริยะสิน

จิริยะสิน
เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!
ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค
ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!
ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!
ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค
ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!
ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค
ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!
ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!
ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์