เรื่องหัวใจเรื่องใหญ่! รักษาได้ด้วยการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)

เรื่องหัวใจเรื่องใหญ่! รักษาได้ด้วยการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)
การผ่าตัดรักษาโรคหัวใจที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดหัวใจ จำเป็นต้องใช้วิธีการผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพพร้อมด้วยความชำนาญของแพทย์ เพราะโครงสร้างภายในของหัวใจนั้นเชื่อมโยงกับทุกส่วนของร่างกายจึงมีความยากและซับซ้อนเป็นพิเศษ วิธีการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG) หรือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงเส้นเลือดหัวใจ จึงเป็นการผ่าตัดที่เหมาะสมและทันสมัยต่อการนำมารักษาโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งวิธีการผ่าตัดจะมีขั้นตอน และการเตรียมตัวอย่างไร ติดตามพร้อมกันได้ในบทความนี้
การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG)
เป็นวิธีการที่ใช้ในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจที่ตีบหรืออุดตันอันเนื่องมาจากการสะสมของคราบไขมันที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและแคบ จนการไหลเวียนของเลือดลดลง ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก รู้สึกแน่น หนักๆ ที่กลางหน้าอก และเหนื่อยหอบง่ายโดยเฉพาะเวลาออกแรงมาก หรืออาจเกิดขณะทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ถ้าโรคมีความรุนแรงมากขึ้นอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ การผ่าตัดนี้จึงเป็นการทำเส้นทางใหม่เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น และหัวใจกลับมาทำงานได้ดีขึ้น ลดอาการเหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะน้ำท่วมปอด

ผ่าตัดหัวใจแบบบายพาสเหมาะกับใคร หรืออาการแบบไหนควรทำ?
การผ่าตัดหัวใจแบบบายพาส เป็นวิธีการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรง โดยทั่วไปแพทย์โรคหัวใจจะเลือกการรักษาด้วยวิธีการนี้ ในกรณีต่างๆ ดังนี้
- มีอาการจากการตีบตันของหลอดเลือดโคโรนารี ที่ไม่สามารถรักษาโดยการใส่ขดลวดค้ำยันได้ เนื่องจากรอยโรคมีหินปูนแคลเซียมสะสมมาก
- มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีที่รุนแรงหลายเส้น หรือหลายตำแหน่ง หรือมีรอยโรคที่บริเวณต้นขั้วของเส้นเลือดหัวใจด้านซ้าย
- รอยโรคดังกล่าวไม่สามารถทำการรักษาโดยการขยายเส้นเลือดหัวใจที่ตีบด้วยบอลลูนได้ หรือทำบอลลูนแล้วไม่สำเร็จ
- ได้รับการวินิจฉัยโรคลิ้นหัวใจตีบ หรือรั่วในระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งต้องอาศัยการรักษาด้วยการผ่าตัดลิ้นหัวใจด้วยเช่นกัน
- ได้รับการวินิจจัยโรคเส้นเลือดใหญ่ในทรวงอกโป่งพอง ซึ่งต้องอาศัยการรักษาด้วยการผ่าตัดเช่นกัน
- ภาวะอื่นๆ ตามการวินิจฉัยของศัลยแพทย์
วิธีการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG) ทำได้กี่วิธี?
การผ่าตัดบายพาสหัวใจแบ่งออกเป็น 2 วิธี โดยศัลยแพทย์หัวใจจะทำการวินิจฉัยและเลือกใช้วิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้ป่วยแต่ละราย
- การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ โดยใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (On-Pump Coronary Artery Bypass Grafting: CABG) เป็นวิธีการผ่าตัดที่ศัลยแพทย์จะหยุดการเต้นของหัวใจผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัด และใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมมาช่วยเพื่อคงการไหลเวียนเลือดทั่วร่างกาย
- การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ โดยไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (Off-Pump Coronary Artery Bypass Grafting: OPCAB) เป็นการผ่าตัดที่ศัลยแพทย์จะไม่หยุดหัวใจผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัด ไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม แต่จะใช้เครื่องมือที่ช่วยให้บริเวณที่ผ่าตัดหยุดนิ่งเพื่อให้สามารถทำการผ่าตัดได้สะดวก ซึ่งศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกจะเป็นผู้พิจารณา
ขั้นตอนการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG)
- ทำความสะอาดร่างกายผู้ป่วยเพื่อป้องกันและลดโอกาสการติดเชื้อจากการผ่าตัด
- แพทย์จะวางยาสลบก่อน จากนั้นจะทำการตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจการเต้นของหัวใจ และใช้เครื่องช่วยหายใจ ใส่สายสวนต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย เพื่อใช้ตรวจติดตามสัญญาณชีพของผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัด
- ในกรณีที่แพทย์เลือกการผ่าตัดบายพาสแบบหยุดการเต้นของหัวใจ แพทย์จะต่อเครื่องปอดและหัวใจเทียม และนำหลอดเลือดดำ หรือหลอดเลือดแดงมาต่อกับเครื่อง
- ศัลยแพทย์จะเริ่มหาเส้นเลือดตามส่วนต่างๆ ในร่างกาย และเตรียมเส้นเลือดให้พร้อมสำหรับการผ่าตัดบายพาส
- แผลผ่าตัดจะอยู่บริเวณกึ่งกลางหน้าอก แพทย์จะนำเส้นเลือดที่ได้เตรียมไว้มาต่อปลายเข้ากับเส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (Aorta) ที่ออกมาจากขั้วหัวใจ
- จากนั้นแพทย์จะทำทางเบี่ยงข้ามหลอดเลือดแดงส่วนที่ตีบตันเข้ากับเส้นเลือดหัวใจเดิมของผู้ป่วย เพื่อให้เลือดไหลผ่านเส้นเลือดที่ต่อใหม่ได้ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจกลับมาเป็นปกติ

ก่อนผ่าตัดหัวใจเตรียมตัวอย่างไร
การผ่าตัดบาสพาสหัวใจนับว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ ผู้ป่วยจึงควรปฏิบัติและเตรียมความพร้อมของร่างกายตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้
- หยุดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
- เข้าพักที่โรงพยาบาลก่อนรับการผ่าตัด เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
- รับประทานอาหารและยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- ทำความเข้าใจและตรวจความพร้อมก่อนผ่าตัด โดยศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก และวิสัญญีแพทย์
ข้อแนะนำในการดูแลร่างกายหลังผ่าตัดบายพาสหัวใจ
- ส่วนใหญ่ผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจจะพักในห้อง ไอ.ซี.ยู ประมาณ 2-4 วัน และพักในโรงพยาบาลต่อเนื่องอีกประมาณ 5-7 วันหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาพักฟื้นอาจใช้เวลานานกว่านี้ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย
- รับประทานอาหารจำพวกปลา เนื้อสัตว์ นม ไข่ และอาหารประเภทผัก ผลไม้ เพื่อเสริมร่างกายให้แข็งแรง
- ปกติแผลจะติดประสานกันภายใน 7 วัน แต่แผลผ่าตัดบริเวณหน้าอก กระดูกสันอกจะสมานหรือติดกันสนิทภายใน 4-8 สัปดาห์ ระหว่างนี้ห้ามแกะเกาแผลผ่าตัด และหลังอาบน้ำควรซับแผลให้แห้ง หากมีอาการผิดปกติให้มาพบแพทย์ทันที
- อาการเจ็บแผลผ่าตัดจะค่อยๆ ลดลง ควรรับประทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือวันละ 6-8 ชั่วโมง
- ฝึกการหายใจภายใต้การดูแลของแพทย์และนักกายภาพบำบัด เพื่อช่วยบริหารปอด เพิ่มความแข็งแรงและสมรรถภาพของปอดและหัวใจ
- การลุกเดินภายใต้การดูแลของแพทย์และนักกายภาพบำบัด จะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เป็นการบริหารร่างกายที่ช่วยให้ฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้น รวมถึงลดความเครียดได้
ขึ้นชื่อว่าการผ่าตัดหัวใจอาจเป็นเรื่องใหญ่และน่ากังวลสำหรับหลายคน แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น วิธีการผ่าตัดหัวใจในปัจจุบันมีจึงไม่น่าหวาดกลัวเหมือนในอดีตอีกต่อไป อีกทั้งยังสามารถมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยและกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้ดีเช่นเดิม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่
ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ชั้น 6 โรงพยาบาลวิมุต
เวลาทำการ 08.00-17.00 น. โทร. 0-2079-0040
หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์
ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

ภิบาลญาติ

ภิบาลญาติ

ภิบาลญาติ

ภิบาลญาติ

ภิบาลญาติ

ภิบาลญาติ
เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการอย่างไร? อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มักเริ่มจากอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือเจ็บหน้าอก รู้จักสัญญาณเตือน สาเหตุ และการตรวจหัวใจเพื่อลดความเสี่ยง

อย่าปล่อยไขมันในเลือดสูงปรี๊ด ถ้าไม่อยากเสี่ยงสารพัดโรค
ไขมันในเลือดสูง ภาวะอันตรายที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรังได้ในอนาคต มาเริ่มต้นทำความรู้จักและปรับพฤติกรรม เพื่อลดโอกาสเกิดไขมันในเลือดสูงไปพร้อมกันในบทความนี้

5 โรคหัวใจที่คุณควรรู้ สาเหตุเกิดจากอะไร เช็กอาการเสี่ยงก่อนสาย!
หน้าอก เจ็บหัวใจ เหนื่อยง่าย อาจเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ เช่น ตัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว และเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

5 ท่าออกกำลังกาย สร้างสุขภาพดี หัวใจแข็งแรงได้ด้วยตัวเอง
มาดูแลหัวใจให้แข็งแรง ด้วย 5 ท่าออกกำลังกายบริหารหัวใจ ที่จะช่วยให้หัวใจของคุณมีสุขภาพแข็งแรง รับรองว่าดีต่อร่างกายและดีต่อใจอย่างแน่นอ

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการอย่างไร? อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มักเริ่มจากอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือเจ็บหน้าอก รู้จักสัญญาณเตือน สาเหตุ และการตรวจหัวใจเพื่อลดความเสี่ยง

อย่าปล่อยไขมันในเลือดสูงปรี๊ด ถ้าไม่อยากเสี่ยงสารพัดโรค
ไขมันในเลือดสูง ภาวะอันตรายที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรังได้ในอนาคต มาเริ่มต้นทำความรู้จักและปรับพฤติกรรม เพื่อลดโอกาสเกิดไขมันในเลือดสูงไปพร้อมกันในบทความนี้

5 โรคหัวใจที่คุณควรรู้ สาเหตุเกิดจากอะไร เช็กอาการเสี่ยงก่อนสาย!
หน้าอก เจ็บหัวใจ เหนื่อยง่าย อาจเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ เช่น ตัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว และเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

5 ท่าออกกำลังกาย สร้างสุขภาพดี หัวใจแข็งแรงได้ด้วยตัวเอง
มาดูแลหัวใจให้แข็งแรง ด้วย 5 ท่าออกกำลังกายบริหารหัวใจ ที่จะช่วยให้หัวใจของคุณมีสุขภาพแข็งแรง รับรองว่าดีต่อร่างกายและดีต่อใจอย่างแน่นอ

5 โรคหัวใจที่คุณควรรู้ สาเหตุเกิดจากอะไร เช็กอาการเสี่ยงก่อนสาย!
หน้าอก เจ็บหัวใจ เหนื่อยง่าย อาจเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ เช่น ตัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว และเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

5 ท่าออกกำลังกาย สร้างสุขภาพดี หัวใจแข็งแรงได้ด้วยตัวเอง
มาดูแลหัวใจให้แข็งแรง ด้วย 5 ท่าออกกำลังกายบริหารหัวใจ ที่จะช่วยให้หัวใจของคุณมีสุขภาพแข็งแรง รับรองว่าดีต่อร่างกายและดีต่อใจอย่างแน่นอ

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการอย่างไร? อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มักเริ่มจากอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือเจ็บหน้าอก รู้จักสัญญาณเตือน สาเหตุ และการตรวจหัวใจเพื่อลดความเสี่ยง

อย่าปล่อยไขมันในเลือดสูงปรี๊ด ถ้าไม่อยากเสี่ยงสารพัดโรค
ไขมันในเลือดสูง ภาวะอันตรายที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรังได้ในอนาคต มาเริ่มต้นทำความรู้จักและปรับพฤติกรรม เพื่อลดโอกาสเกิดไขมันในเลือดสูงไปพร้อมกันในบทความนี้