ภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) คืออะไร ? รู้จักความบกพร่องที่บั่นทอนสุขภาพผู้สูงวัย

01 ต.ค. 68  | ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
แชร์บทความ      

การกลืนอาหาร หรือจิบน้ำ อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนไม่ทันได้ใส่ใจ แต่เมื่อเริ่มมีอาการกลืนลำบาก เจ็บขณะกลืน กลืนน้ำลายไม่ลง หรือสำลักบ่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณของภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) หนึ่งในภาวะอันตรายที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุและผู้ที่มีความผิดปกติของระบบประสาท หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการตรวจประเมิน อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง รู้จักภาวะกลืนลำบากให้มากขึ้นตั้งแต่สาเหตุ อาการที่ไม่ควรมองข้าม ไปจนถึงวิธีการวินิจฉัย และแนวทางการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมในบทความนี้

Dysphagia คืออะไร ?

Dysphagia (ดิส-ฟา-เจีย) คือภาวะที่บุคคลมีความลำบากในการกลืนอาหาร ของเหลว หรือแม้แต่น้ำลาย โดยอาจเกิดความรู้สึกว่าอาหารติดอยู่กลางลำคอ กลืนแล้วไอ สำลัก หรือรู้สึกเจ็บขณะกลืน ซึ่งล้วนเป็นผลจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบการกลืน เนื่องจากกระบวนการกลืนนั้นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อหลายกลุ่ม รวมถึงการควบคุมจากสมอง หากระบบใดระบบหนึ่งทำงานผิดปกติก็อาจทำให้เกิดภาวะกลืนลำบาก ซึ่งไม่เพียงแค่ก่อความไม่สบายในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อในปอด หรือภาวะขาดสารอาหารในระยะยาว

Dysphagia หรือภาวะกลืนลำบาก มีสาเหตุเกิดจากอะไร ?

ภาวะกลืนลำบาก หรือ Dysphagia ไม่ใช่โรคโดยตรง แต่เป็นอาการที่สะท้อนความผิดปกติของกระบวนการกลืน ซึ่งเป็นระบบที่ซับซ้อน ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของสมอง เส้นประสาท กล้ามเนื้อ และโครงสร้างทางเดินอาหารส่วนต้น เมื่อระบบใดระบบหนึ่งเกิดความบกพร่อง ก็อาจนำไปสู่อาการกลืนลำบากได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคทางระบบประสาท หรือความผิดปกติของโครงสร้างในช่องปากและหลอดอาหาร ซึ่งสามารถจำแนกสาเหตุออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. ภาวะกลืนลำบากจากปัญหาทางระบบประสาท (Neurogenic Dysphagia)

ภาวะกลืนลำบากกลุ่มนี้ เกิดจากความผิดปกติของสมองหรือเส้นประสาทที่ควบคุมการกลืน ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องทำงานไม่สัมพันธ์กัน หรืออ่อนแรง ทำให้กลืนได้ลำบากหรือกลืนผิดทาง ซึ่งโรคที่มักพบในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด สมองส่วนที่ควบคุมการกลืนได้รับความเสียหาย ทำให้กลืนผิดปกติ มักพบในระยะเริ่มต้นหลังเกิดอัมพฤกษ์/อัมพาต
  • โรคพาร์กินสัน การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อช้าลงและแข็งตัว ส่งผลต่อความสามารถในการกลืน
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) และโรคระบบประสาทอื่นๆ ทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืนอ่อนแรงหรือควบคุมได้ยาก
  • ภาวะสมองเสื่อม โดยเฉพาะในระยะปานกลางถึงระยะรุนแรง ผู้ป่วยอาจลืมวิธีการกลืนหรือไม่รู้ตัวว่ากลืนผิด

2. ภาวะกลืนลำบากจากปัญหาโครงสร้างหรือกลไกของทางเดินอาหาร (Mechanical or Obstructive Dysphagia)

กลุ่มนี้เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น ช่องปาก คอหอย หลอดอาหาร ที่อาจเกิดการตีบแคบ อักเสบ หรือมีเนื้องอก ซึ่งรวมถึงสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้

  • ภาวะกรดไหลย้อนเรื้อรัง (GERD) กรดจากกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนขึ้นมา อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรังจนเกิดการตีบแคบ
  • มะเร็งบริเวณศีรษะ ลำคอ หรือหลอดอาหาร เนื้องอกอาจกดทับหรือขัดขวางเส้นทางการกลืนโดยตรง
  • แผลเป็นหรือพังผืดในหลอดอาหาร มักเกิดจากการอักเสบเรื้อรัง หรือหลังได้รับการฉายรังสี
  • โรคกล้ามเนื้อหลอดอาหาร (Achalasia) เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อส่วนล่างของหลอดอาหารไม่คลายตัว ทำให้อาหารลงกระเพาะได้ยาก

รู้ทันอาการ ภาวะกลืนลำบาก

อาการของภาวะกลืนลำบากอาจเริ่มต้นจากสิ่งเล็กน้อยที่หลายคนมองข้าม แต่หากเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือมีอาการมากขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินโดยละเอียด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยอาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวังมีดังนี้

  • ใช้เวลากลืนอาหารหรือน้ำนานกว่าปกติ รู้สึกเหมือนมีสิ่งกีดขวางในลำคอ หรือกลืนแล้วไม่ลงสู่กระเพาะอาหาร
  • สำลักหรือไอบ่อยระหว่างหรือหลังการกลืน โดยเฉพาะขณะดื่มน้ำหรือของเหลว เนื่องจากอาจแสดงถึงการกลืนผิดทาง ซึ่งเสี่ยงต่อการสำลักเข้าปอดและติดเชื้อได้
  • รู้สึกเจ็บหรือแสบขณะกลืน อาจเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุในช่องปากหรือหลอดอาหาร ซึ่งต้องวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อบ่งชี้สาเหตุให้ชัดเจน
  • เสียงเปลี่ยน หรือเสียงแหบหลังการกลืน โดยเฉพาะเสียงแหบที่เกิดทันทีหลังกลืนของเหลว อาจเป็นสัญญาณว่ามีของเหลวเข้าสู่กล่องเสียง
  • รู้สึกมีอาหารติดคอหรือค้างอยู่ในช่องปาก เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ควบคุมการกลืนทำงานไม่สัมพันธ์กัน
  • น้ำลายไหลมากผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคทางสมอง อาจเกิดจากการไม่สามารถกลืนหรือควบคุมน้ำลายได้ตามปกติ
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ป่วยบางรายหลีกเลี่ยงการกินเพราะกลัวการสำลัก ทำให้กินได้น้อยลง จนนำไปสู่ภาวะขาดสารอาหารหรือภาวะทุพโภชนาการในระยะยาว
  • รู้สึกเหนื่อยหรือหายใจติดขัดขณะกลืน โดยเฉพาะเมื่อกลืนของเหลว หากมีอาการร่วมกับการหายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์ทันที

แม้อาการเหล่านี้อาจดูไม่รุนแรงในระยะแรก แต่การปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยไม่รับการตรวจวินิจฉัย อาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia) หรือภาวะขาดสารอาหารเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเรื้อรัง

 

⚠️หากสังเกตพบอาการผิดปกติเหล่านี้ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดความเสี่ยงและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 
 

แนวทางการวินิจฉัย Dysphagia

การวินิจฉัยภาวะกลืนลำบากเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากมีข้อบ่งชี้เพิ่มเติมแพทย์อาจส่งตรวจด้วยวิธีเฉพาะทาง ได้แก่
  • การส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร (EGD) ใช้ตรวจหาความผิดปกติในหลอดอาหาร เช่น การอักเสบ การตีบ หรือเนื้องอก
  • การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร (Esophageal manometry) ใช้วัดแรงบีบของกล้ามเนื้อหลอดอาหารในแต่ละช่วง เหมาะกับกรณีที่สงสัยโรคกล้ามเนื้อหลอดอาหาร เช่น Achalasia
 

วิธีการรักษาและฟื้นฟูภาวะกลืนลำบาก

แนวทางการรักษาภาวะกลืนลำบากขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ โดยมักเป็นการรักษาแบบผสมผสาน ทั้งการดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง ทีมฟื้นฟู และนักกิจกรรมบำบัด โดยมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้
  1. การปรับพฤติกรรมขณะรับประทานอาหาร เช่น จัดท่านั่งให้เหมาะสม กินช้า เคี้ยวให้ละเอียด และปรับอาหารให้นิ่มหรือเป็นของเหลวข้น เพื่อลดความเสี่ยงในการสำลัก
  2. การทำกายภาพบำบัดการกลืน เพื่อฝึกกล้ามเนื้อปาก ลิ้น และลำคอ พร้อมใช้เทคนิคกลืนเฉพาะทางเพื่อฟื้นฟูการทำงานของระบบกลืนให้ดีขึ้น
  3. การรักษาด้วยยา เช่น ใช้ยาลดกรด หรือยาคลายกล้ามเนื้อ ในกรณีที่มีกรดไหลย้อนหรือความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการกลืน
  4. การรักษาด้วยการส่องกล้องหรือผ่าตัด ในกรณีที่มีหลอดอาหารตีบ พังผืด หรือเนื้องอก อาจจำเป็นต้องขยายหลอดอาหารหรือผ่าตัดเพื่อแก้ไข
  5. แพ็กเกจตรวจส่องกล้องประเมินการกลืน การตรวจด้วย FEES หรือ VFSS ช่วยประเมินปัญหาได้ชัดเจน วางแผนรักษาได้ตรงจุดและปลอดภัยมากขึ้น

Dysphagia หรือ ภาวะกลืนลำบาก อาจเริ่มต้นจากอาการเพียงเล็กน้อย แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคทางระบบประสาทร่วมด้วย การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว หากผู้ป่วยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ หรืออยากตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดอย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพราะสุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากความใส่ใจในสัญญาณเล็กๆ ที่ร่างกายกำลังบอกเรา


 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 08.00 - 20.00 น. โทร. 0-2079-0054

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
พญ.สาวินี จิริยะสิน อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.สาวินี
จิริยะสิน
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!

ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!

ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

อ่านเพิ่มเติม