
ไขมันพอกตับ ภัยเงียบคร่าชีวิตที่คุณอาจไม่รู้ตัว
เพราะไลฟ์สไตล์ความชื่นชอบการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด ของมันของทอดที่สุดแสนอร่อยเป็นประจำ หรือเป็นสายปาร์ตี้แอลกอฮอล์ อาจทำให้ใครหลายๆ คนกำลังเสี่ยงเป็น ‘ไขมันพอกตับ’ โดยไม่รู้ตัวได้ง่ายๆ แถมภาวะนี้ไม่มีอาการแสดงเริ่มต้นให้เห็นชัดเจน จนทำให้หลายคนกว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว…
ไขมันพอกตับคืออะไร เกิดจากอะไร ?
ไขมันพอกตับ คือภาวะที่มีการสะสมของไขมันในเซลล์ตับ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์มากกว่าร้อยละ 5 ของเนื้อตับ ปัจจุบันพบผู้ที่เป็นภาวะนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ และสามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในช่วงอายุ 40-50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ประสิทธิภาพการทำงานของระบบการเผาผลาญอาหารเริ่มลดลง
สาเหตุที่ทำให้เกิดไขมันพอกตับ
สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
- เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับปริมาณแอลกอฮอล์ ประเภท และระยะเวลาที่ดื่ม เรียกว่า Alcoholic fatty liver
- เกิดจากปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่
- รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำ เช่น แป้ง น้ำตาล ไขมัน
- มีน้ำหนักตัวมากเกินไป ดัชนีมวลกายมากกว่า 25 (BMI > 25)
- เป็นโรคเบาหวาน มีภาวะไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัส ตับอักเสบ B และไวรัสตับอักเสบ C
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ยากลุ่มฮอร์โมน
นอกจากนี้ ในผู้ที่ป่วยด้วยโรคอื่นๆ เช่น โรคอ้วน รวมถึงการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว และภาวะขาดสารอาหารก็อาจทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยบางรายที่ไม่มีโรคเหล่านี้ก็อาจเกิดไขมันพอกตับได้เช่นกัน
ไขมันพอกตับเป็นแล้วอันตราย หรือน่ากลัวอย่างไร ?
ไขมันพอกตับเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรังและเกิดพังผืดในตับ โดยกรดไขมันอิสระที่มีมากขึ้นจะเป็นตัวทำให้เกิดอนุมูลอิสระทำลายตับ ทำให้เซลล์ตับค่อยๆ ตาย เมื่อการตายนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จำนวนเนื้อตับที่ดีเหลือน้อยลง ถูกแทนที่ด้วยพังผืดหรือแผลเป็น จนอาจเกิดตับแข็งและอาจนำไปสู่มะเร็งตับในที่สุด
นอกจากนี้ไขมันพอกตับยังทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นโรคที่มีอยู่เดิมรวมถึงภาวะอื่นๆ ได้ เช่น
ไขมันพอกตับอาการเป็นอย่างไร ?
ไขมันพอกตับจะมีการดำเนินโรคแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่ภาวะนี้ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ ผู้ที่เป็นมักไม่รู้ตัวเพราะไม่มีอาการแสดงออกมา มักตรวจพบได้ก็ต่อเมื่อตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจร่างกายด้วยความเจ็บป่วยอื่นๆ และเมื่อมีไขมันพอกตับสะสมอยู่ปริมาณมาก จะทำให้เซลล์ตับบวมและ 10-20% ของผู้มีไขมันพอกตับจะเกิดอาการตับอักเสบได้ โดยจะมีอาการ
- เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- รู้สึกไม่สบายท้อง
- น้ำหนักลดผิดปกติ ความอยากอาหารลดลง
- คลื่นไส้
- มึนงง ความสามารถในการตัดสินใจและสมาธิลดลง
- รู้สึกตึงบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา
ภาวะไขมันพอกตับมีระยะการดำเนินโรค อยู่ 4 ระยะ ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น เป็นระยะที่มีการสะสมไขมันในตับ ยังไม่มีหรือมีการอักเสบเพียงเล็กน้อย และไม่มีพังผืด
- ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีการอักเสบของตับ และเริ่มมีการสะสมของพังผืดในเนื้อตับ
- ระยะที่ 3 เป็นระยะที่มีการอักเสบของตับ และมีการสะสมของพังผืดในตับอย่างชัดเจน
- ระยะที่ 4 เป็นระยะที่ตับมีพังผืดอยู่มาก เริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การเป็นตับแข็ง ที่อาจปรากฏภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ตาเหลือง ท้องโตจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง มีเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร และเป็นมะเร็งตับในที่สุด
รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นไขมันพอกตับ ?
สามารถตรวจหาภาวะไขมันพอกตับ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- การตรวจเลือด ดูค่าการอักเสบของตับว่าสูงกว่าปรกติหรือไม่ แม้ว่าอาจจะไม่ได้จำเพาะต่อภาวะไขมันพอกตับ
- การตรวจอัลตราซาวด์บริเวณช่องท้อง ซึ่งจะตรวจพบการเปลี่ยนแปลงในกรณีที่มีไขมันพอกในตับมากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป
- การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
- การเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ แม้ว่าจะเป็นวิธีมาตรฐานในการตรวจวินิจฉัยและประเมินระยะของภาวะไขมันพอกตับ แต่ในปัจจุบันมีความนิยมในการตรวจลดลงเนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
- การตรวจวัดปริมาณไขมันในตับ ค่าพังผืดในตับและระดับความแข็งแรงของตับด้วยเครื่องไฟโบรสแกน
ที่โรงพยาบาลวิมุตเรามีเครื่อง Liver Scan ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ใช้ในการตรวจหาภาวะพังผืดในเนื้อตับ และตรวจวัดปริมาณไขมันสะสมในตับได้พร้อมกันภายในครั้งเดียวอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver) ที่ช่วยให้การวินิจฉัยและวางแผนการรักษาแม่นยำและถูกต้องได้มากที่สุด
สำหรับท่านใดที่สนใจตรวจเช็กค่าพังผืดในตับและตรวจเช็กไขมันพอกตับ
เรามีแพ็กเกจโปรแกรมตรวจพังผืดและวัดปริมาณไขมันในตับ (Liver Scan) ในราคาพิเศษ คลิกที่นี่ได้เลย
วิธีป้องกัน รักษาและลดความเสี่ยงภาวะไขมันพอกตับ
- ผู้ป่วยโรคอ้วน เบาหวานและไขมันในเลือดสูง ควรควบคุมโรคให้ดีด้วยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง รวมถึงควบคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมด้วย
- ออกกำลังกาย เพื่อลดน้ำหนัก ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน หากเป็นไปได้ควรออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิกและแบบมีแรงต้าน เช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน แล้วตามด้วยการยกน้ำหนัก ควรลดน้ำหนักโดยให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เช่น 0.5 - 2 กิโลกรัม/เดือน จนกระทั่งน้ำหนักตัวลดลงจากเดิมร้อยละ 5-10
- ควบคุมอาหารที่มีไขมันสูง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ลดปริมาณแคลอรี ไขมัน แป้ง อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตสซึ่งมักเป็นส่วนประกอบในน้ำผลไม้บรรจุกล่อง ไอศกรีม อาหารสำเร็จรูป ชานม ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น
- เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ จิบน้ำบ่อย ๆ
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อให้เราได้รู้เท่าทันสุขภาพภายในที่มองไม่เห็นเป็นประจำ
ที่โรงพยาบาลวิมุต เรามีศูนย์ทางเดินอาหารและตับ พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพและเทคโนโลยี เครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่
ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต
เวลา 08:00-20:00 น. หรือโทร 0-2079-0054
หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์ได้
ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ
แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

จิริยะสิน

รัตนโกวิท

จิริยะสิน

รัตนโกวิท

จิริยะสิน

รัตนโกวิท

จิริยะสิน

รัตนโกวิท
เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

ปวดท้องบิดเกร็ง อาจะเป็น “ลำไส้แปรปรวน” ที่ทำให้ชีวิตคุณต้องชะงัก
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ ไม่ถ่าย หรือท้องเสียไม่พัก อาการแบบนี้เสี่ยงเป็นโรคลำไส้แปรปรวนรึเปล่า? เพราะอาการเหล่านี้มักรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ชวนทุกคนมาสังเกตอาการไปพร้อมกับเรา

6 อาการ ที่บอกให้คุณรู้ว่า “โรคกรดไหลย้อน” กำลังถามหาแล้ว
เรอมีกลิ่นเปรี้ยว แสบร้อนที่อก กลืนลำบากคล้ายมีก้อนที่คอ อาการเบื้องต้นของคนเป็นกรดไหลย้อน สาเหตุมีจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เรารวมไว้ที่บทความนี้เพื่อให้คุณเริ่มสังเกตตัวเองก่อน รักษาทัน

“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!
ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!
ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

ปวดท้องบิดเกร็ง อาจะเป็น “ลำไส้แปรปรวน” ที่ทำให้ชีวิตคุณต้องชะงัก
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ ไม่ถ่าย หรือท้องเสียไม่พัก อาการแบบนี้เสี่ยงเป็นโรคลำไส้แปรปรวนรึเปล่า? เพราะอาการเหล่านี้มักรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ชวนทุกคนมาสังเกตอาการไปพร้อมกับเรา

6 อาการ ที่บอกให้คุณรู้ว่า “โรคกรดไหลย้อน” กำลังถามหาแล้ว
เรอมีกลิ่นเปรี้ยว แสบร้อนที่อก กลืนลำบากคล้ายมีก้อนที่คอ อาการเบื้องต้นของคนเป็นกรดไหลย้อน สาเหตุมีจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เรารวมไว้ที่บทความนี้เพื่อให้คุณเริ่มสังเกตตัวเองก่อน รักษาทัน

“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!
ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!
ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!
ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!
ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

ปวดท้องบิดเกร็ง อาจะเป็น “ลำไส้แปรปรวน” ที่ทำให้ชีวิตคุณต้องชะงัก
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ ไม่ถ่าย หรือท้องเสียไม่พัก อาการแบบนี้เสี่ยงเป็นโรคลำไส้แปรปรวนรึเปล่า? เพราะอาการเหล่านี้มักรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ชวนทุกคนมาสังเกตอาการไปพร้อมกับเรา

6 อาการ ที่บอกให้คุณรู้ว่า “โรคกรดไหลย้อน” กำลังถามหาแล้ว
เรอมีกลิ่นเปรี้ยว แสบร้อนที่อก กลืนลำบากคล้ายมีก้อนที่คอ อาการเบื้องต้นของคนเป็นกรดไหลย้อน สาเหตุมีจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เรารวมไว้ที่บทความนี้เพื่อให้คุณเริ่มสังเกตตัวเองก่อน รักษาทัน