รับมือท้องเสีย ห้ามหรือกินอะไรได้บ้าง ให้หายเร็วขึ้น

20 มี.ค. 67  | ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
แชร์บทความ      

อาการท้องเสียกวนใจ จัดการยังไงให้หายเร็ว

“ท้องเสีย” อาการคุ้นหูที่มักจะแวะมาทักทายเราอยู่บ่อยครั้ง หลายคนคิดว่าเป็นอาการปวดท้องถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำแค่ 2-3 ครั้ง ไม่นานอาการก็หายไปเองได้ แต่แท้จริงแล้วอาการท้องเสียมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมหรือบรรเทาลงอาจนำไปสู่ภาวะช็อกได้ ดังนั้น วันนี้เราจะพามาทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับอาการท้องเสียให้มากขึ้น เพื่อให้คุณสามารถดูแลตัวเองและคนใกล้ชิดได้อย่างถูกต้อง

ปวดท้อง ท้องเสีย (Diarrhea) เกิดจากอะไรได้บ้าง มีอาการเป็นอย่างไร ?

อาการท้องเสียส่วนใหญ่มักมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารและดื่มน้ำไม่สะอาด มีสารปนเปื้อน หรือเชื้อโรคชนิดอื่นๆ ปะปนอยู่ในอาหาร เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร และนำไปสู่อาการท้องเสียได้ 

ซึ่งลักษณะของอาการท้องเสียส่วนใหญ่จะมีอาการปวดท้องตรงกลาง ถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชม. หากเป็นอาการท้องเสียแบบเฉียบพลัน หรือท้องเสียทั่วไปจะมีอาการเพียง 1-3 วัน จากนั้นจะค่อยๆ ทุเลาลงและหายไปเอง หรือเป็นอาการท้องเสียเรื้อรังจะมีการขับถ่ายอุจจาระเหลวออกมาเป็นเวลา 4 สัปดาห์ขึ้นไป โดยสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุจึงควรพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง  

เมื่อมีอาการท้องเสีย… ต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง?

เพื่อบรรเทาความรุนแรงของอาการท้องเสีย มารู้จักวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อแก้ท้องเสีย ดังนี้ 

  • ควรถ่ายอุจจาระออกให้หมด เพื่อให้เชื้อโรคและสารพิษถูกขับออกจากร่างกาย 
  • ไม่ควรหยุดรับประทานอาหาร แต่ควรเลือกรับประทานเป็นอาหารที่ย่อยง่าย หรืออาหารอ่อนๆ 
  • หากมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วยให้เลือกดื่มเกลือแร่สำหรับท้องเสีย ทดแทนน้ำที่เสียไป
  • ลดขนาดของมื้ออาหารลง เพื่อให้ลำไส้ได้พักและฟื้นฟูได้เร็วขึ้น 

อาการท้องเสียกินอะไรได้บ้าง และอะไรควรเลี่ยง?

ขณะที่มีอาการท้องเสียควรให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้น ทำให้อาการท้องเสียแย่ลง 

Q: ท้องเสียห้ามกินอะไร ? หรือควรเลี่ยงอาหารประเภทไหน ?

ในช่วงที่ลำไส้กำลังอ่อนแอและอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยากหรือกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานหนักขึ้น ดังนี้:

  • อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักดิบ ผลไม้ที่มีเปลือก ธัญพืชไม่ขัดสี เพราะจะไปเร่งการทำงานของลำไส้
  • อาหารไขมันสูง เช่น ของทอด แกงกะทิ เนื้อติดมัน เพราะย่อยยากและอาจทำให้อาการแย่ลง
  • อาหารทะเล หมักดอง หรืออาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น ปลาร้า ปลาดิบ หอยนางรมดิบ ไข่ดิบ เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อโรค ซ้ำเติมลำไส้ให้อ่อนแอและอาการแย่ลง
  • ผลิตภัณฑ์จากนมวัว เช่น นม ชีส ไอศกรีม (ยกเว้นโยเกิร์ต) เพราะหลายคนอาจมีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ไม่ดีชั่วคราวในช่วงท้องเสีย
  • อาหารประเภทแป้งที่มีส่วนผสมจากเนย เช่น ขนมปังเนยสด ครัวซองต์ พาย เดนิช คุกกี้ เค้ก เพราะเนยเป็นอาหารที่มีไขมันสูงซึ่งเป็นสิ่งที่ย่อยยาก อาจทำให้รบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหารและกระตุ้นให้อาการแย่ลงได้
  • อาหารรสจัด ทั้งเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด และเค็มจัด ทำให้ลำไส้ระคายเคืองและตอบสนองด้วยการบีบตัวเร็วขึ้น ซึ่งทำให้อาการท้องเสียรุนแรงขึ้น
  • เครื่องดื่มกระตุ้นลำไส้ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานหนักและอาการแย่ลงได้

Q. ท้องเสีย กินอะไรได้บ้างเพื่อให้ฟื้นตัวเร็ว ?

ควรเน้นอาหารอ่อนและย่อยง่าย เพื่อให้ระบบย่อยอาหารได้พักฟื้น ได้แก่

  • ข้าวต้ม หรือโจ๊ก เป็นอาหารหลักที่ย่อยง่ายและให้พลังงาน
  • กล้วย ช่วยเพิ่มโพแทสเซียมที่สูญเสียไปกับการขับถ่าย และมีกากใยที่ช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัว
  • ซุปใส เช่น แกงจืด หรือซุปไก่ใส ช่วยเพิ่มน้ำและเกลือแร่ให้ร่างกาย
  • ขนมปังปิ้งขาว เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย
  • เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่น เนื้ออกไก่ต้มฉีกฝอย ทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์เยื่อบุลำไส้ 
  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ (อาจเริ่มทานเมื่ออาการดีขึ้น) ช่วยเพิ่มโพรไบโอติกส์หรือจุลินทรีย์ที่ดีให้ลำไส้
  • น้ำสะอาดและเกลือแร่ ORS สิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อป้องกันภาวะช็อกจากร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่

เมื่อมีอาการท้องเสียกินยาอะไรได้บ้าง

แน่นอนว่าเมื่อมีอาการท้องเสียหลายคนเลือกที่จะซื้อยาตามร้านขายยาทั่วไปมารับประทานเอง โดยไม่ทราบสาเหตุของอาการที่แท้จริงและไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ก่อน แต่เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยามากขึ้น มาดูกันว่าเมื่อมีอาการท้องเสียสามารถกินยาอะไรได้บ้าง

  • ยาที่ควรกิน / กินได้เมื่อมีอาการท้องเสีย

✅ ผงเกลือแร่ ORS : ดื่มชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ชง 1 ซอง ตามปริมาณที่ระบุ ดื่มให้หมดหรือจิบเป็นระยะๆ เมื่อมีอาการคลื่นไส้

  • ยาที่ไม่ควรซื้อกินเองเมื่อมีอาการท้องเสีย (ควรปรึกษาแพทย์ก่อน)

❌ ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ : ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุของอาการท้องเสียก่อนใช้ยาฆ่าเชื้อ เพราะตัวยาอาจไปทำลายระบบอื่นๆ ในร่างกายนอกจากเชื้อโรค

❌ ยาคาร์บอน หรือผงถ่าน : ในวงการแพทย์ คาร์บอนหรือผงถ่านจัดเป็นยาที่ไม่สามารถแก้อาการท้องเสียได้โดยตรง แต่มีฤทธิ์ในการช่วยดูดซับสารเคมี สารพิษ และเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ที่ร่างกายรับเข้ามาไม่ให้แพร่กระจาย ดังนั้น หากมีอาการท้องเสียที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อก็ไม่จำเป็นต้องรับประทาน เพื่อความปลอดภัยและใช้ยาอย่างถูกต้องควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา

❌ ยาหยุดถ่าย (Loperamide): ไม่ควรใช้ในกรณีท้องเสียจากการติดเชื้อ เพราะจะเป็นการกักเชื้อโรคและสารพิษไว้ในร่างกาย ทำให้อาการป่วยนานขึ้น

 

ชวนสังเกต… อาการท้องเสียแบบไหนที่ควรพบแพทย์

อาการท้องเสียหากไม่มีความรุนแรงมากจะสามารถหายเองได้ภายใน 1-2 วัน แต่หากอาการท้องเสียไม่ทุเลาลงและมีความรุนแรงมากขึ้น แนะนำว่าควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ซึ่งอาการที่สามารถสังเกตได้มีดังนี้

  1. ถ่ายมากผิดปกติหรือถ่ายเหลวเป็นน้ำ ร่วมกับอาการอาเจียน  
  2. อุจจาระมีเลือดปน 
  3. อุจจาระมีมูกหรือเมือกปน 
  4. อาจมีอาการไข้ ปวดศีรษะร่วมด้วย 
  5. ในเด็กเล็กจะมีอาการปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือกระหม่อมบุ๋ม

 

FAQ คำถามที่พบบ่อยเมื่อมีอาการท้องเสีย

Q: ท้องเสีย ควรงดอาหารไหม ?

A: ไม่ควรงด แม้จะรู้สึกเบื่ออาหาร แต่ร่างกายยังต้องการพลังงานและสารอาหารเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคและซ่อมแซมตัวเอง ดังนั้น ควรเปลี่ยนมารับประทานอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่ายในปริมาณน้อยๆ ตามที่แนะนำไปด้านบน และปรับเป็นบ่อยครั้งแทน

Q: ท้องเสียแล้วกินเกลือแร่ (ORS) แทนน้ำเปล่าเลยได้ไหม?

A: ควรดื่มสลับกับน้ำเปล่า แม้เกลือแร่ ORS จะสำคัญมากในการทดแทนเกลือแร่ที่เสียไป แต่ร่างกายก็ยังต้องการน้ำเปล่าเพื่อรักษาสมดุลของเหลวโดยรวม การดื่มแต่ ORS อย่างเดียวอาจทำให้รู้สึกเลี่ยนและได้รับน้ำตาลมากเกินไปได้

Q: ท้องเสียแล้วกินไข่ หรือน้ำมะพร้าวแทนเกลือแร่ได้ไหม?

A: ไข่: ไข่ที่ปรุงจนสุกแล้วสามารถรับประทานได้ แต่ยังไม่แนะนำให้ทานไข่ดิบ เช่น ไข่ลวก ในช่วงที่มีอาการ เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ท้องเสียหนักขึ้นได้

น้ำมะพร้าว: ทดแทนได้บางส่วนแต่ไม่ดีเท่าเกลือแร่ ORS น้ำมะพร้าวมีโพแทสเซียมสูง แต่มีปริมาณโซเดียมและกลูโคสไม่สมดุลเท่ากับสูตรของ ORS ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุดในภาวะท้องเสีย

ถึงแม้อาการท้องเสียจะสามารถหายเองได้ในบางรายที่มีอาการไม่รุนแรง แต่ก็ยังต้องการการดูแลอย่างเหมาะสมและถูกต้องเพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ รวมถึงปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ถูกหลักอนามัยร่วมด้วย และที่สำคัญหากพบว่ามีไข้สูง หนาวสั่น ถ่ายปนเลือด รับประทานไม่ได้ ขาดน้ำหรือมีอาการเกิน 72 ชม. ควรรีบพบแพทย์ทันที 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่
ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต
เวลาทำการ 08.00-20.00 น. โทร. 0-2079-0054 
หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

 

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
นพ. กุลเทพ รัตนโกวิท แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.สาวินี
จิริยะสิน
อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร
Card Image
นพ.กุลเทพ
รัตนโกวิท
อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตราย

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ค่าไขมันสะสมในตับมากเกินปกติ คนที่ไม่อ้วน แต่ลงพุง พุงโต ก็เสี่ยงเป็นได้ มาดูวิธีสังเกตอาการ และอาหารที่ควรเลี่ยง

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!

ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!

ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ปวดท้องบิดเกร็ง อาจะเป็น “ลำไส้แปรปรวน” ที่ทำให้ชีวิตคุณต้องชะงัก

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ ไม่ถ่าย หรือท้องเสียไม่พัก อาการแบบนี้เสี่ยงเป็นโรคลำไส้แปรปรวนรึเปล่า? เพราะอาการเหล่านี้มักรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ชวนทุกคนมาสังเกตอาการไปพร้อมกับเรา

อ่านเพิ่มเติม

แนะนำแพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง