ปวดท้องบีบๆ หายๆ อาการนี้ใช่แผลในกระเพาะอาหารไหม ?

15 พ.ย. 66  | ทางเดินอาหารและตับ
แชร์บทความ      
แชร์บทความ      

ใครที่มีอาการปวดท้องบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนท้องว่าง หลังกินอิ่ม หลังกินเผ็ด หรือนอนๆ อยู่ตอนกลางคืนก็ปวดท้องขึ้นมาจนนอนไม่ได้ เลยอดสงสัยไม่ได้ว่าอาการปวดท้องนี้เกิดจาก “แผลในกระเพาะอาหาร” หรือเปล่า มาเช็กกันว่าแผลในกระเพาะอาหารมีอาการอย่างไร พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองและการรักษา

แผลในกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer) คืออะไร?

แผลในกระเพาะอาหาร เกิดจากการที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้นถูกทำลายโดยกรดและน้ำย่อย โดยมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. Pylori หรือการกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ซึ่งแผลในกระเพาะอาหารมีอาการที่เด่นชัดคือ ปวดแสบจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ สัมพันธ์กับมื้ออาหาร (หิวก็ปวด อิ่มก็ปวด) คลื่นไส้ อาเจียน สำหรับการรักษาแผลในกระเพาะอาหาร สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาลดกรด ยาฆ่าเชื้อ และการส่องกล้องกระเพาะอาหารหากมีภาวะแทรกซ้อน

“แผลในกระเพาะอาหาร” สาเหตุเกิดจากอะไร

โรคแผลในกระเพาะอาหารเกิดขึ้นได้จากการเสียสมดุลระหว่าง ‘ปัจจัยกระตุ้น’ ที่ทำให้เกิดการทำลายเยื่อบุผิวทางเดินอาหาร เช่น กรดและน้ำย่อย กับ ‘ปัจจัยป้องกัน’ เยื่อบุผิวทางเดินอาหารที่ลดลง เช่นการสร้างเยื่อเมือกลดลง ผิวกระเพาะอาหารขาดเลือดมาเลี้ยง แต่ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่สุด 2 ประการ ที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ได้แก่

  • การติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori หรือ H. pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทนทานต่อสภาวะความเป็นกรดสูงในกระเพาะอาหารได้ ส่วนใหญ่มักได้รับมาจากอาหารและน้ำดื่มที่มีเชื้อปนเปื้อน ซึ่งเชื้อตัวนี้ไม่เพียงทำให้เกิดแผล แต่ยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงพัฒนากลายเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
  • การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือแอสไพริน กลุ่มยาแก้ปวดกระดูก ยาแก้ปวดข้อต่างๆ หากกินติดต่อกันนานๆ จะไปทำลายกลไกการสร้างเมือกเคลือบกระเพาะอาหาร

เช็กอาการแผลในกระเพาะอาหาร อาการเป็นอย่างไรบ้าง

  • ปวดท้องใต้ลิ้นปี่ หรือท้องช่วงบน มักมีอาการปวดแสบร้อนร่วมกับจุกแน่นท้อง บริเวณใต้ลิ้นปี่ ท้องช่วงบนเยื้องไปทางซ้าย หรือเหนือสะดือ 
  • ท้องอืด แน่นท้อง อิ่มเร็ว ในบางรายอาจไม่มีอาการปวดท้องแต่จะมีอาการท้องอืด จุกแน่นท้องเหมือนอาหารไม่ย่อย หรือรู้สึกไม่สบายท้อง รวมถึงรู้สึกมีลมในท้อง ไม่สามารถทานอาหารได้ตามปกติ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลดลง เมื่อรู้สึกไม่สบายท้อง แน่นท้อง มักมีอาการเบื่ออาหารและรับประทานได้น้อยลงร่วมด้วย ส่งผลให้น้ำหนักลดลง รวมไปถึงอาจมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนหลังกินอาหารได้
  • ปวดท้องเฉียบพลันรุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากแผลในกระเพาะอาหารทะลุ หน้าท้องแข็งตึงทั้งท้อง กดแล้วเจ็บ
  • อุจจาระมีสีดำ ซึ่งเกิดจากแผลในกระเพาะอาหารมีเลือดออก
  • ซีดและอ่อนเพลีย หากมีเลือดออกในกระเพาะอาหารและปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้มีภาวะซีดและอ่อนเพลียได้ อาจตรวจพบภาวะขาดธาตุเหล็กเนื่องจากการเสียเลือดเรื้อรัง
  • อาการปวดมักเป็นๆ หายๆ เมื่อไม่ได้รับการรักษา

ปวดท้องแบบนี้… เป็นแผลในกระเพาะ หรือกรดไหลย้อน?      

ลักษณะอาการ  แผลในกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer) กรดไหลย้อน (GERD)

ตำแหน่งที่ปวด

ใต้ลิ้นปี่ เหนือสะดือ เยื้องไปทางซ้าย

กลางอก ลิ้นปี่ ลามขึ้นไปถึงลำคอ

ลักษณะความปวด


ปวดแสบ ปวดบิด จุกแน่น

แสบร้อนกลางอก (Heartburn) เรอเปรี้ยว ขมคอ

ช่วงเวลาที่มักมีอาการ


สัมพันธ์กับมื้ออาหาร (หิวก็ปวด อิ่มก็ปวด) หรือปวดกลางดึก

มักเป็นหลังกินอาหารมื้อใหญ่ หรือกินแล้วเอนตัวนอนทันที

อาการร่วมที่พบได้


คลื่นไส้ อุจจาระสีดำ (หากมีเลือดออก)

ไอเรื้อรัง เสียงแหบ กลืนลำบาก รู้สึกมีก้อนที่คอ

แนวทางการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร

การรักษาแผลในกระเพาะอาหารไม่ใช่แค่การกินยาแก้ปวดแล้วจบไป แต่แพทย์จะประเมินจากระดับความรุนแรงและสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรค โดยแบ่งระดับการรักษาได้ ดังนี้

  • อาการเบื้องต้น (แผลยังไม่ลึก หรือไม่ได้ติดเชื้อ) แพทย์จะให้รับประทานยายับยั้งการหลั่งกรด หรือยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร ติดต่อกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์ เพื่อให้แผลมีเวลาสมานตัว ร่วมกับการให้หยุดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (ถ้ามี) และปรับพฤติกรรมการกิน
  • อาการปานกลางถึงรุนแรง (ตรวจพบเชื้อ H. Pylori) หากตรวจพบว่าแผลเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร แพทย์จะจัดสูตรยากำจัดเชื้อ ซึ่งประกอบด้วยยาลดกรดร่วมกับยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) โดยต้องกินติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์อย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด เพื่อกำจัดเชื้อให้หมดและป้องกันการดื้อยา ซึ่งวิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเป็นซ้ำได้
  • มีภาวะแทรกซ้อน (เลือดออกในกระเพาะ หรือ กระเพาะทะลุ) หากผู้ป่วยมีอาการอาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ หรือแผลทะลุ ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน แพทย์จะทำการส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อห้ามเลือดผ่านกล้อง เช่น การฉีดยา หรือใช้คลิปหนีบเส้นเลือด แต่หากแผลทะลุรุนแรงอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน

ปวดท้องเรื้อรัง รักษาไม่หาย ทำไมแพทย์ถึงแนะนำให้ "ส่องกล้องกระเพาะอาหาร"?

ผู้ที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง แม้จะกินยาลดกรดแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น การส่องกล้องกระเพาะอาหาร หรือทางเดินอาหาร(Gastroscopy) คือคำตอบที่แม่นยำที่สุดทางการแพทย์ เพราะมีข้อดีที่การตรวจวิธีอื่นทำไม่ได้ ดังนี้

  • เห็นภาพชัดเจน แพทย์สามารถมองเห็นเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ชัดเจน ว่ามีรอยแดง มีแผลอักเสบ หรือมีเนื้องอกซ่อนอยู่หรือไม่
  • ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจหาเชื้อได้ทันที โดยสามารถคีบชิ้นเนื้อเล็กๆ ไปตรวจหาเชื้อ H. Pylori หรือตรวจคัดกรองเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหารระยะเริ่มต้นได้อย่างแม่นยำ
  • รักษาได้ทันที หากส่องกล้องลงไปแล้วพบแผลที่กำลังมีเลือดออก แพทย์สามารถทำการรักษาและห้ามเลือดผ่านกล้องได้ในคราวเดียวกัน

 

 >> ดูรายละเอียด แพ็กเกจส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น <<

เพื่อตรวจหาความผิดปกติและรักษาที่ต้นเหตุในราคาสบายกระเป๋า

 

FAQ คำถามที่พบบ่อย เรื่องแผลในกระเพาะอาหาร

Q1: โรคแผลในกระเพาะอาหาร รักษาหายขาดไหม?

A: หายขาดได้ หากได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุที่ถูกต้อง โดยเฉพาะกลุ่มที่เกิดจากการติดเชื้อ H. Pylori หากกินยาฆ่าเชื้อจนครบตามที่แพทย์สั่ง แผลสมานตัวดี และผู้ป่วยปรับพฤติกรรมการกิน งดแอลกอฮอล์ ไม่ซื้อยาแก้ปวดกินเอง โรคนี้ก็จะหายขาดและมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำน้อยมาก

Q2: ดื่มนมเพื่อเคลือบกระเพาะ ช่วยลดอาการปวดได้ไหม?

A: เป็นความเชื่อที่ ‘ไม่ถูกต้อง’ แม้การดื่มนมอาจจะช่วยบรรเทาอาการแสบท้องได้ชั่วคราวในนาทีแรกๆ แต่หลังจากนั้น แคลเซียมและโปรตีนในนมจะไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากกว่าเดิม ทำให้ยิ่งปวดท้องรุนแรงขึ้น แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่า หรือกินยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะตามแพทย์สั่งจะปลอดภัยกว่า

Q3: อายุยังน้อยเป็นโรคกระเพาะ จำเป็นต้องส่องกล้องกระเพาะอาหารไหม?

A: หากอายุยังน้อย (ต่ำกว่า 40 ปี) และมีอาการปวดท้องทั่วไป แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษาและปรับพฤติกรรมดูก่อน 2-4 สัปดาห์ แต่จำเป็นต้องส่องกล้องทันทีหากมีสัญญาณอันตรายร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ อาเจียนต่อเนื่อง กลืนอาหารติดขัด คลำเจอก้อนที่ท้อง อุจจาระสีดำ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

โรคแผลในกระเพาะอาหารเป็นโรคที่สามารถมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีก ดังนั้น นอกจากการป้องกันการติดเชื้อผ่านอาหารที่อาจปนเปื้อนแล้ว ผู้ป่วยควรกินอาหารให้ตรงเวลา กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย เลี่ยงอาหารรสจัด อาหารมัน งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอและจัดการความเครียดให้เหมาะสม เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคแผลในกระเพาะอาหารได้แล้ว แต่หากมีอาการปวดท้องรุนแรงหรือเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมากควรรีบพบแพทย์ 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่
ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5  โรงพยาบาลวิมุต 

เวลาทำการ 08.00-20.00 น. โทร. 0-2079-0054 

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

 

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
พญ. สาวินี จิริยะสิน อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.สาวินี
จิริยะสิน
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร
Card Image
นพ.กุลเทพ
รัตนโกวิท
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ชวนสังเกตอาการ “ท้องผูก” ปวดท้อง ถ่ายไม่ออก ถ่ายยากต้องทำอย่างไร

คนที่มีปัญหาท้องผูก มักมีอาการ ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ท้องผูก ถ่ายไม่สุด ปวดท้องเรื้อรังเสี่ยงเป็น "มะเร็งลำไส้ใหญ่" รีบเช็กด่วน!

ปวดท้องเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายปนเลือด มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ มาเช็กสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

อ่านเพิ่มเติม