ตรวจส่องกล้องลำไส้ สำคัญอย่างไร ทำไมควรตรวจตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการ ?

09 ธ.ค. 68  | ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
แชร์บทความ      

“ลำไส้ใหญ่” ถือเป็นอวัยวะสำคัญที่มีบทบาททั้งในการขับถ่ายและในระบบทางเดินอาหารโดยรวม หากเกิดความผิดปกติอาจนำไปสู่โรคต่างๆ ที่สามารถส่งผลกระทบรุนแรงต่อร่างกาย “การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยความผิดปกติภายในลำไส้ได้อย่างแม่นยำ และเริ่มต้นการรักษาได้อย่างทันท่วงที 

ในบทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่า “การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่” มีความสำคัญอย่างไร ใครบ้างที่ควรตรวจ วินิจฉัยโรคอะไรได้บ้าง ก่อนตรวจส่องกล้องลําไส้ใหญ่ เตรียมตัวอย่างไร ตลอดจนขั้นตอนและข้อปฏิบัติหลังตรวจ เพื่อให้ผู้เข้ารับการตรวจสามารถดูแลสุขภาพลำไส้ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ

ทำไมต้องตรวจลำไส้ส่องกล้อง ?
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) คือการใช้กล้องขนาดเล็กที่ติดอยู่ปลายท่อยาวและยืดหยุ่น (Colonoscope) สอดเข้าไปในลำไส้ใหญ่ผ่านทางทวารหนัก ทำให้แพทย์สามารถตรวจดูเยื่อบุผนังลำไส้ได้โดยตรงแบบเรียลไทม์ผ่านจอรับภาพ เพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ส่วนปลาย ส่วนกลาง ส่วนต้น ตลอดจนลำไส้เล็กส่วนปลาย โดยจุดประสงค์หลักของการตรวจลำไส้ส่องกล้อง ได้แก่

  • คัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความเสี่ยง
  • ตรวจหาสาเหตุของอาการผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือด ท้องเสียเรื้อรัง ท้องผูกบ่อย หรือปวดท้องเรื้อรัง
  • ประเมินผลการรักษา ในผู้ที่เคยมีโรคเกี่ยวกับลำไส้มาก่อน
  • เช็กชิ้นเนื้อที่มีความเสี่ยง สามารถตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา หรือกำจัดติ่งเนื้อที่อาจกลายเป็นมะเร็งในอนาคตได้ทันที

ใครบ้างที่ควรตรวจลำไส้ส่องกล้อง ?
การตรวจลำไส้ส่องกล้องไม่ได้เฉพาะเจาะจงในผู้ที่มีอาการผิดปกติเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคัดกรองโรคลำไส้ใหญ่เชิงป้องกัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ดังนี้

  1. ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่เกิดในช่วงวัยกลางคนขึ้นไป การตรวจเป็นประจำตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป จะช่วยคัดกรองและป้องกันโรคร้ายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  2. ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากสมาชิกในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้องเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีติ่งเนื้อชนิดที่สามารถกลายเป็นมะเร็งได้ แนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี หรือก่อนอายุที่คนในครอบครัวถูกวินิจฉัย 10 ปี โดยเลือกตรวจตามอายุที่ถึงก่อน เช่น หากพ่อตรวจเจอมะเร็งลำไส้ใหญ่ตอนอายุ 45 ปี ลูกควรตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 35 ปี
  3. ผู้ที่มีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ถ่ายเป็นเลือดหรือมีเลือดปนในอุจจาระ ท้องผูกหรือท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้องเรื้อรังหรือบ่อยครั้ง หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เพื่อการวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษาได้ตรงจุด
  4. ผู้ที่มีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับลำไส้ ควรส่องกล้องตามแพทย์นัดเพื่อติดตามการอักเสบ ตรวจหาการเปลี่ยนแปลง และป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  5. ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงหรืออาหารแปรรูปบ่อย ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือมีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ซึ่งอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อโรคลำไส้ใหญ่ การตรวจล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจในสุขภาพ

การตรวจลำไส้ส่องกล้อง วินิจฉัยโรคอะไรได้บ้าง ?

การตรวจลำไส้ส่องกล้อง (Colonoscopy) ไม่ได้ใช้เพียงคัดกรองมะเร็งเท่านั้น แต่ยังช่วยวินิจฉัยโรคหรือความผิดปกติหลายชนิดในระบบทางเดินอาหารส่วนปลายได้อย่างละเอียด เช่น

  1. ติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ (Colon Polyps) บางชนิดสามารถพัฒนาเป็นมะเร็งได้ การส่องกล้องช่วยให้แพทย์สามารถตัดติ่งเนื้อออกได้ทันที โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งถือเป็นการป้องกันมะเร็งลำไส้ได้ตั้งแต่ต้นเหตุ
  2. มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer) หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะมีโอกาสรักษาหายได้สูง การส่องกล้องช่วยให้มองเห็นเนื้องอกหรือตำแหน่งที่ผิดปกติได้ชัดเจน พร้อมทั้งสามารถตัดชิ้นเนื้อไปตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการได้ทันที
  3. กลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD) เช่น โรคโครห์น (Crohn’s Disease) หรือโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล (Ulcerative Colitis) ซึ่งเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุลำไส้ การส่องกล้องช่วยให้แพทย์เห็นลักษณะการอักเสบ บวม แผล หรือจุดเลือดออกในลำไส้อย่างชัดเจน เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสม
  4. ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนปลาย เช่น ถ่ายเป็นเลือด อุจจาระดำ หรือมีเลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ การส่องกล้องช่วยระบุจุดเลือดออกได้อย่างแม่นยำ และสามารถหยุดเลือดได้ในระหว่างการตรวจ
  5. ภาวะลำไส้ตีบ แคบ หรือโป่งพองผิดปกติ ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดจากเนื้องอก การอักเสบ หรือพังผืดภายในลำไส้ การส่องกล้องช่วยให้เห็นลักษณะการตีบหรือโป่งพองของผนังลำไส้ และใช้เป็นแนวทางประกอบการรักษา
  6. แผลในลำไส้ใหญ่ (Colon Ulcer) การส่องกล้องช่วยให้เห็นแผลโดยตรง รวมถึงประเมินระดับความรุนแรงของแผลภายในลำไส้ได้

ก่อนตรวจส่องกล้องลําไส้ใหญ่ เตรียมตัวอย่างไร ?

การเตรียมตัวก่อนตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นขั้นตอนสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นผนังลำไส้ได้อย่างชัดเจนที่สุด 

  • ปรึกษาแพทย์ล่วงหน้า หากมีโรคประจำตัว หรือรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด
  • งดอาหารที่มีกากใยสูง ช่วง 2 - 3 วันก่อนตรวจ เช่น ผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช เป็นต้น
  • ดื่มเฉพาะน้ำเปล่าก่อนตรวจ 1 วัน รวมถึงรับประทานยาระบายตามคำแนะนำของแพทย์ ระหว่างนี้อุจจาระจะค่อยๆ เหลวจนเป็น “น้ำใส” ซึ่งแสดงว่าลำไส้สะอาดพร้อมสำหรับการตรวจ ทั้งนี้หลังถ่ายควรดื่มน้ำหรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันการขาดน้ำ 
  • งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนตรวจ กรณีมีการใช้ยานอนหลับหรือวางยาสลบ 

ขั้นตอนการตรวจลำไส้ส่องกล้อง

การตรวจลำไส้ส่องกล้องเป็นการตรวจที่ค่อนข้างปลอดภัย ใช้เวลาประมาณ 30 - 60 นาที ขึ้นอยู่กับสภาพลำไส้และขั้นตอนที่ทำระหว่างตรวจ โดยมีขั้นตอนเบื้องต้นดังนี้

  1. เปลี่ยนชุดและเตรียมร่างกาย ผู้ป่วยต้องเปลี่ยนเป็นชุดตรวจของโรงพยาบาล โดยแพทย์จะสอบถามประวัติสุขภาพล่าสุดและยาที่รับประทาน
  2. ให้ยานอนหลับหรือยาระงับความรู้สึก เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เจ็บ อาจรู้สึกง่วงหรือมึนเล็กน้อย แต่ยังสามารถสื่อสารกับแพทย์ได้
  3. สอดกล้องเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ แพทย์จะสอดกล้องขนาดเล็กและยืดหยุ่นผ่านทางทวารหนักเข้าไปในลำไส้ใหญ่ โดยกล้องจะมีไฟส่องและเลนส์ส่งภาพขึ้นจอแบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์สามารถเห็นเยื่อบุลำไส้ได้ชัดเจน
  4. ตรวจเยื่อบุลำไส้และทำหัตถการเพิ่มเติม แพทย์จะค่อยๆ เคลื่อนกล้องตามลำไส้เพื่อสังเกตติ่งเนื้อ แผล หรือความผิดปกติอื่นๆ โดยหากพบติ่งเนื้อหรือรอยผิดปกติ แพทย์อาจทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา หรือตัดติ่งเนื้อออกทันที เพื่อป้องกันการพัฒนาเป็นมะเร็งและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
  5. สรุปผลและพักฟื้นหลังตรวจ หลังตรวจผู้ป่วยจะถูกพาไปพักฟื้นประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง เพื่อรอดูอาการหลังยานอนหลับ จากนั้นแพทย์จะแจ้งผลตรวจเบื้องต้น และให้คำแนะนำเรื่องอาหาร ยา และการดูแลตัวเอง

ข้อปฏิบัติหลังส่องกล้องลําไส้

หลังจากตรวจลำไส้ส่องกล้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียว แต่ยังมีข้อควรปฏิบัติเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ดังนี้

  • พักฟื้นหลังตรวจ หากรู้สึกง่วงซึมหรือมึนหัว เป็นเรื่องปกติและจะค่อยๆ หายไป
  • งดขับรถหลังการตรวจ หรือกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังตรวจ เนื่องจากฤทธิ์ยานอนหลับหรือยาระงับปวดอาจยังคงอยู่ในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้สมาธิและการตอบสนองลดลง
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก เช่น การออกกำลังกาย ยกของหนัก หรืองานที่ต้องใช้แรง เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้น 
  • งดอาหารรสจัด สามารถรับประทานอาหารอ่อนและดื่มน้ำได้เมื่ออาการแน่นท้องหรือคลื่นไส้หายไป
  • สังเกตอาการตัวเอง หากมีอาการปวดท้องรุนแรง มีไข้สูง หรือถ่ายเป็นเลือด ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: ส่องกล้องลำไส้ใหญ่เจ็บไหม ?

โดยทั่วไปไม่เจ็บ เพราะแพทย์มักให้ยานอนหลับระหว่างการตรวจ ผู้ป่วยอาจเพียงรู้สึกแน่นท้องเล็กน้อยในช่วงที่กล้องเคลื่อนไปตามลำไส้

Q2: ตรวจลำไส้ส่องกล้อง ต้องวางยาสลบไหม ?

โดยทั่วไปแพทย์มักใช้เพียงยานอนหลับขนาดอ่อนหรือยาคลายกังวล ร่วมกับยาแก้ปวดเล็กน้อย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เจ็บ และไม่รู้สึกตัวขณะทำการตรวจ ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยสูงและฟื้นตัวได้เร็วหลังการตรวจเสร็จสิ้น

Q3: ต้องตรวจลำไส้ส่องกล้องทุกปีไหม ?

หากผลตรวจปกติและไม่มีปัจจัยเสี่ยงสูง โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 5 - 10 ปี แต่หากเคยพบความผิดปกติหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดช่วงเวลาการตรวจที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล

Q4: ตรวจลำไส้ส่องกล้องที่ไหนดี ?

การเลือกโรงพยาบาลที่มีศูนย์ทางเดินอาหารและตับครบวงจร พร้อมทีมแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหาร และใช้ เครื่องมือทันสมัยมาตรฐานสากล จะช่วยให้การตรวจมีความปลอดภัย แม่นยำ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน

 

 >> แพ็กเกจส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ จาก โรงพยาบาลวิมุต <<

 

เพราะอาการผิดปกติอย่างอุจจาระมีเลือดปน ปวดท้องบ่อย หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด อาจเป็นสัญญาณของโรคในระบบทางเดินอาหารที่ไม่ควรมองข้าม โรงพยาบาลวิมุตพร้อมให้บริการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารมากประสบการณ์ พร้อมด้วยเครื่องมือทันสมัยมาตรฐานสากล เพื่อให้การตรวจมีความแม่นยำ ปลอดภัย

การตรวจลำไส้ส่องกล้องเป็นขั้นตอนสำคัญในการดูแลสุขภาพลำไส้ใหญ่ ไม่ว่าจะเพื่อคัดกรองโรคร้ายหรือวินิจฉัยความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การเตรียมตัวที่ถูกต้องและการดูแลตนเองอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผลตรวจแม่นยำและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน หากมีอาการผิดปกติ เช่น อุจจาระมีเลือดปน ปวดท้องเรื้อรัง หรือถ่ายไม่สุด ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลวิมุตเราพร้อมให้บริการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร ด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากล เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจในทุกขั้นตอนของการดูแลสุขภาพลำไส้ของคุณ

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 08:00 - 20:00 น. โทร. 0-2079-0054

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
พญ.สาวินี จิริยะสิน อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.สาวินี
จิริยะสิน
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!

ถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็ง นานๆ จะถ่าย หรือทั้งสัปดาห์ถ่ายครั้งเดียว แบบนี้เป็นโรคท้องผูกไหม เรารวมข้อมูลสาเหตุและวิธีแก้ท้องผูก สำหรับคนที่มีปัญหาการขับถ่ายมาฝากแล้ว

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!

ปวดท้องบ่อย ท้องผูกบ่อยและมีเลือดออกมาพร้อมอุจจาระ อาการแบบนี้คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ มาเช็กอาการและสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพักๆ แบบไหนเข้าข่ายลำไส้แปรปรวน

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากลำไส้แปรปรวน เรียนรู้สาเหตุ อาการ วิธีแก้ และเมื่อใดควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

อ่านเพิ่มเติม

แนะนำแพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง