เจ็บหน้าอกรุนแรง เสี่ยง! ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน รู้ทัน รักษาได้

23 ก.ค. 67  | หัวใจและหลอดเลือด
แชร์บทความ      
แชร์บทความ      

กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

หากคุณเคยมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก และอ่อนเพลีย..อย่าชะล่าใจ เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณแรกของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด! ยิ่งปล่อยไว้นานอาจรุนแรงถึงขั้นกล้ามเนื้อหัวใจตาย และนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ดังนั้น การเฝ้าระวัง สังเกตอาการ รีบพบแพทย์เพื่อเข้าตรวจวินิจฉัยและรักษากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนและแม่นยำ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนและความรุนแรงของโรค รู้จักโรคกล้ามเนื้อหัวใจให้มากขึ้นจากบทความนี้

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease) เกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือตันจากการสะสมของไขมันและหินปูน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้เพียงพอ ผู้ป่วยจึงมักมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปถึงกรามหรือแขนซ้าย หอบ เหนื่อยง่าย หากปล่อยไว้จะเป็นภัยเงียบและนำไปสู่ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ การรักษาในปัจจุบันมีตั้งแต่การใช้ยา การทำบอลลูนใส่ขดลวด รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการกรอหัวเพชร, คลื่นเสียงสลายหินปูน (IVL) และการป้องกันที่ดีที่สุดคือการคุมอาหาร เลี่ยงไขมันทรานส์ และหมั่นตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ

เช็กลิสต์! ใครบ้างที่เสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ปัจจัยกระตุ้นมีอะไรบ้าง?

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่สะสมจากพฤติกรรมและปัญหาสุขภาพ ลองประเมินตัวเองดูว่าคุณมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้หรือไม่

กลุ่มเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากปัญหาสุขภาพและพันธุกรรม (ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้)

  • ผู้ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป และผู้หญิงอายุ 55 ปีขึ้นไป หรือวัยหมดประจำเดือน
  • มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงป่วยเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (น้ำตาลในเลือดสูงจะทำลายผนังหลอดเลือด)
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงเรื้อรัง

กลุ่มเสี่ยงจากพฤติกรรม (ปัจจัยกระตุ้นที่ปรับเปลี่ยนได้)

  • สูบบุหรี่จัด (นิโคตินทำให้หลอดเลือดหดตัวและอักเสบ)
  • ภาวะโรคอ้วน (BMI เกินมาตรฐาน) และมีไขมันสะสมช่วงหน้าท้องมาก
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานาน
  • มีความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ชอบรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด ของทอด ของมัน และอาหารที่มีรสหวานจัด

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเกิดจากสาเหตุใด?

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เกิดจากการที่หลอดเลือดแข็งตัวและทำให้ผนังหลอดเลือดตีบ เนื่องจากมีการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลไม่สะดวกจนไม่สามารถสูบฉีดไปเลี้ยงหัวใจได้เพียงพอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ หากมีความรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันอาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ หรือที่เราเรียกว่า “หัวใจวาย” นั่นเอง 

อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่สังเกตได้

กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็นโรคอันตรายที่ต้องคอยเฝ้าระวัง สังเกตอาการของตัวเองและคนใกล้ชิดเป็นพิเศษ หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมกันควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด 

อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่รุนแรงและควรไปพบแพทย์

หากคุณมีอาการเหล่านี้ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะเป็นสัญญาณของโรคหัวใจที่รุนแรงเฉียบพลันซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตได้

  • ใจสั่น ชีพจรเต้นเร็ว หรือช้ากว่าปกติ 
  • อาการเหนื่อยร่วมกับหายใจไม่อิ่ม 
  • หน้ามืด หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้น
  • รู้สึกเจ็บหน้าอก จุกแน่นบริเวณคอหอย หรือใต้ลิ้นปี่

กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ภัยเงียบที่นำไปสู่โรคหัวใจชนิดอื่น

หลายคนคิดว่าโรคนี้ทำให้แค่เจ็บหน้าอกแล้วก็หายไป แต่ความจริงแล้ว… หลอดเลือดที่ตีบตันเปรียบเสมือนระเบิดเวลา หากปล่อยให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง จะนำไปสู่โรคร้ายแรงตามมา ได้แก่

  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) เกิดเมื่อคราบตะกรันไขมันแตกออก ทำให้ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดแบบเฉียบพลัน หัวใจหยุดเต้นและอาจเสียชีวิตได้ทันที
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนานๆ เซลล์จะอ่อนแอลงจนบีบตัวสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ไหว ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดและเหนื่อยหอบแม้ขณะนั่งพัก
  • โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) เซลล์หัวใจที่เสียหายจะส่งสัญญาณไฟฟ้าผิดเพี้ยน ทำให้หัวใจเต้นพลิ้ว เต้นเร็ว หรือช้าผิดปกติ เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันที่สมอง หรือโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้

วิธีการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

แม้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจะเป็นโรคที่อันตรายและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีการศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ หากเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยวิธีการรักษาจะแตกต่างไปตามระดับความรุนแรงในแต่ละบุคคล ดังนี้ 

  1. การใช้ยารักษา ในกรณีที่ผู้ป่วยมีระดับความรุนแรงของโรคน้อย แพทย์จะทำการรักษาโดยการใช้ยา เช่น ยาแอสไพริน ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดคอเลสเตอรอล และยาลดความดันโลหิต ร่วมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีขึ้นร่วมด้วย 
  2. การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยการทำบอลลูน หรือขดลวด เป็นการดันไขมันที่อุดตันหลอดเลือดอยู่ให้ไปชิดกับผนังหลอดเลือด เปิดทางให้เลือดสามารถไหลผ่านได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งจะทำโดยการใส่สายสวนที่มีบอลลูนอยู่ปลายสายเข้าไปยังหลอดเลือดที่ตีบตัน และทำให้บอลลูนพองขึ้นดันไขมันออกไป เพื่อให้หลอดเลือดขยายออกมากขึ้น และศัลยแพทย์จะใส่ขดลวดเข้าไปด้วย เพื่อป้องกันหลอดเลือดตีบตันซ้ำอีก 
  3. ใช้เทคโนโลยีกำจัดหินปูนหลอดเลือด สำหรับหลอดเลือดที่มีหินปูนเกาะแน่น อาจใช้วิธีการรักษาเหล่านี้ร่วม
    • การกรอหินปูนด้วยหัวเพชร (Rotablator) ในเคสที่หินปูนแข็งและหนามากจนบอลลูนถ่างไม่ออก แพทย์จะใช้สายสวนที่มีหัวเพชรขนาดจิ๋วหมุนด้วยความเร็วสูง เพื่อกรอหินปูนให้แตกเป็นอณูเล็กๆ ก่อนใส่ขดลวด
    • การสลายหินปูนด้วยคลื่นเสียงกระแทก (Intravascular Lithotripsy - IVL) เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ส่งคลื่นเสียงความถี่สูง (Shockwave) เข้าไปกะเทาะหินปูนที่ฝังลึกในผนังหลอดเลือดให้ร้าว โดยไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อหลอดเลือด ทำให้ใส่ขดลวดได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น
  4. การผ่าตัดบายพาสเส้นเลือดหัวใจ เป็นการทำทางเบี่ยงเสริมหลอดเลือดบริเวณที่ตีบ เพื่อให้เลือดผ่านส่วนที่ตีบตันได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี 
  • การผ่าตัดบายพาสหัวใจโดยใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (on-pump CABG) แพทย์จะหยุดหัวใจผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัด และใช้อุปกรณ์ช่วยเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกายโดยไม่ผ่านหัวใจ
  • การผ่าตัดบายพาสหัวใจโดยไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (off-pump CABG) เป็นการผ่าตัดขณะหัวใจยังเต้นอยู่โดยใช้ Local Stabilizer เกาะยึดหัวใจในจุดที่ทำการต่อเส้นเลือดให้หยุดนิ่ง ในขณะที่หัวใจยังคงเต้นเป็นปกติ

อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่รุนแรง

วิธีป้องกันและดูแลตัวเอง อาหารแบบไหนช่วยบำรุงหัวใจ?

การปรับโภชนาการคือหัวใจสำคัญในการชะลอความเสื่อมของหลอดเลือด ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น ควรเลือกรับประทานอาหารและหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้

  • อาหารที่ควรเน้น (บำรุงหัวใจ)
    • ปลาทะเลที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน (ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด)
    • ธัญพืชขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต
    • ไขมันดี (HDL) จากน้ำมันมะกอก อะโวคาโด และถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ วอลนัท
    • ผักใบเขียวและผลไม้ตระกูลเบอร์รี อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักโขม บรอกโคลี สตรอว์เบอร์รี และบลูเบอร์รี เป็นต้น
  • อาหารที่ควรเลี่ยง (ทำลายหลอดเลือด)
    • ไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัวสูง เช่น มาการีน เบเกอรี่ ของทอด หรือครีมเทียม
    • เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน และอาหารที่มีโซเดียมสูง
    • เครื่องดื่มรสหวานจัด ที่จะกระตุ้นให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินและทำให้น้ำตาลในเลือดสูง

อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่รุนแรงและควรไปพบแพทย์

หากคุณมีอาการเหล่านี้ไม่ควรนิ่งนอนใจและรีบพบแพทย์ทันที เพราะเป็นสัญญาณของโรคหัวใจที่รุนแรงเฉียบพลันซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตได้

  • ใจสั่น ชีพจรเต้นเร็ว หรือช้ากว่าปกติ 
  • อาการเหนื่อยร่วมกับหายใจไม่อิ่ม 
  • หน้ามืดหมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้น
  • รู้สึกเจ็บหน้าอก จุกแน่นบริเวณคอหอย หรือใต้ลิ้นปี่

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1. เป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ขับรถได้ไหม?

A : ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ หากเป็นในระยะเริ่มต้น อาการคงที่และแพทย์อนุญาต ก็สามารถขับได้ แต่หากคุณมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกบ่อยครั้ง เพิ่งผ่านการทำบอลลูน เพิ่งผ่าตัด หรือเคยมีประวัติวูบหมดสติ "ห้ามขับรถเด็ดขาด" จนกว่าแพทย์จะประเมินว่าปลอดภัย เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะขับขี่ ซึ่งอันตรายต่อตนเองและเพื่อนร่วมทาง

Q2. วิธีรักษากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เลือกวิธีไหนดีระหว่างทำบอลลูน กรอหัวเพชร สลายหินปูนด้วยคลื่นเสียงกระแทก (IVL) หรือบายพาส?

A : จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ โดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจจะเป็นผู้ประเมินจากผลการฉีดสีดูหลอดเลือด (CAG) หากตีบเส้นเดียวหรือ 2 เส้น มักจะใช้วิธีทำบอลลูน หากมีหินปูนแข็งมากแพทย์อาจพิจารณาใช้ IVL หรือ Rotablator ร่วมด้วย แต่หากตีบรุนแรงหลายเส้น การทำบายพาส (CABG) อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลดีในระยะยาวมากกว่า

Q3. เป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแล้ว ต้องผ่าตัดใหญ่ทุกคนไหม?

A : ไม่จำเป็นเสมอไป โรคนี้หากตรวจพบเร็วในระยะเริ่มต้น สามารถควบคุมได้ด้วยการรับประทานยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเคร่งครัด หรือหากมีการตีบตัน การทำบอลลูนใส่ขดลวด (แผลเล็กเท่ารูเข็มที่ข้อมือหรือขาหนีบ) ก็เพียงพอแล้ว มีเพียงผู้ป่วยที่มีการตีบตันรุนแรงหลายตำแหน่งเท่านั้นที่อาจต้องพิจารณาการผ่าตัดบายพาส

 

ถึงแม้โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจะสามารถส่งผลอันตรายจนอาจถึงแก่ชีวิต หากแต่เรายังคงปกป้องและดูแลสุขภาพหัวใจได้ด้วยการสังเกตอาการข้างต้น และลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลต่อหัวใจ เช่น การรับประทานอาหารไขมันสูง ไม่ออกกำลังกาย หรือสูบบุหรี่ เพราะจะเป็นปัจจัยเร่งซึ่งก่อให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและโรคอื่นๆ ได้ อีกทั้งอย่าลืมตรวจสุขภาพสม่ำเสมอเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 
ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ชั้น 6 โรงพยาบาลวิมุต 
เวลาทำการ 08:00-17:00  น. โทร. 0-2079-0042 
หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
พญ.ฐานิกา วุทธชูศิลป์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคหัวใจ

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
5 โรคหัวใจที่คุณควรรู้ สาเหตุเกิดจากอะไร เช็กอาการเสี่ยงก่อนสาย!

หน้าอก เจ็บหัวใจ เหนื่อยง่าย อาจเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ เช่น ตัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว และเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
5 ท่าออกกำลังกาย สร้างสุขภาพดี หัวใจแข็งแรงได้ด้วยตัวเอง

มาดูแลหัวใจให้แข็งแรง ด้วย 5 ท่าออกกำลังกายบริหารหัวใจ ที่จะช่วยให้หัวใจของคุณมีสุขภาพแข็งแรง รับรองว่าดีต่อร่างกายและดีต่อใจอย่างแน่นอ

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการอย่างไร? อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มักเริ่มจากอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือเจ็บหน้าอก รู้จักสัญญาณเตือน สาเหตุ และการตรวจหัวใจเพื่อลดความเสี่ยง

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
อย่าปล่อยไขมันในเลือดสูงปรี๊ด ถ้าไม่อยากเสี่ยงสารพัดโรค

ไขมันในเลือดสูง ภาวะอันตรายที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรังได้ในอนาคต มาเริ่มต้นทำความรู้จักและปรับพฤติกรรม เพื่อลดโอกาสเกิดไขมันในเลือดสูงไปพร้อมกันในบทความนี้

อ่านเพิ่มเติม