‘เบาหวานลงไต’ ภาวะฉุกเฉินที่คนไข้เบาหวานต้องรู้ก่อนถึงขั้นฟอกไต!

07 ก.ค. 69  | ศูนย์เมตาบอลิซึมและต่อมไร้ท่อ
แชร์บทความ      
แชร์บทความ      

หลายคนอาจคิดว่า “โรคเบาหวาน” เป็นเพียงภาวะที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือด แต่ในความเป็นจริง หากปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญหลายส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะ “ไต” จนนำไปสู่ภาวะ “เบาหวานลงไต” หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรังที่อาจรุนแรงจนต้องฟอกไตในที่สุด 

ในบทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าแท้จริงแล้วภาวะเบาหวานลงไตคืออะไร  สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงสำคัญมีอะไรบ้าง ตลอดจนอาการสำคัญที่ควรรู้ พร้อมเข้าใจแนวทางรักษาอย่างถูกต้องเพื่อชะลอความรุนแรงของโรค รวมถึงลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ก่อนลุกลามจนถึงขั้นฟอกไต

เบาหวานลงไต คือ ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จนส่งผลให้หลอดเลือดฝอยภายในไตเสื่อม ทำให้ไตกรองของเสียได้ลดลง รวมถึงเกิดการรั่วของโปรตีนออกมากับปัสสาวะ ซึ่งในระยะแรก ผู้ป่วยจำนวนมากอาจยังไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้ควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิต โรคอาจลุกลามจนกลายเป็นโรคไตเรื้อรัง และรุนแรงถึงขั้นต้องฟอกไตได้

เช็กสัญญาณ เบาหวานลงไต อาการเป็นแบบไหน มีกี่ระยะ ?

เบาหวานลงไต หรือ ภาวะไตเสื่อมจากเบาหวาน โดยทั่วไปสามารถแบ่งความรุนแรงได้เป็น 5 ระยะ ซึ่งในระยะแรกมักยังไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่รู้ตัวว่าไตกำลังเริ่มเสื่อม แต่เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น จะเริ่มมีอาการผิดปกติที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังได้

  • เบาหวานลงไต : ไตเริ่มทำงานหนักกว่าปกติ 

เป็นระยะเริ่มต้นที่ไตมีการกรองเลือดมากกว่าปกติจากผลของระดับน้ำตาลในเลือดสูง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักยังไม่มีอาการผิดปกติ และมักตรวจพบจากการตรวจสุขภาพหรือการตรวจการทำงานของไตเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่แสดงอาการ แต่ในระยะนี้ถือเป็นช่วงสำคัญที่ควรเริ่มควบคุมระดับน้ำตาลอย่างจริงจัง เพราะหากดูแลได้ดี อาจช่วยลดโอกาสการเกิดไตเสื่อมในระยะต่อไปได้

  • เบาหวานลงไต : เริ่มมีความเสียหายของไต

หลอดเลือดฝอยภายในไตเริ่มหนาตัวและเสียหายมากขึ้น แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังไม่มีอาการชัดเจน แต่บางรายอาจเริ่มตรวจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะปริมาณเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าไตกำลังเริ่มเสื่อม ในระยะนี้จึงควรตรวจติดตามการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนชะลอไตเสื่อมได้เร็วขึ้น

  • เบาหวานลงไต : เริ่มมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ

เป็นระยะที่สามารถตรวจพบอัลบูมินหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะได้ชัดเจนมากขึ้น ถือเป็นจุดสำคัญที่ควรเริ่มดูแลรักษาอย่างจริงจังเพื่อชะลอไตเสื่อม โดยอาจเริ่มมีอาการ เช่น

  • ปัสสาวะเป็นฟองผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
  • ความดันโลหิตสูง เนื่องจากไตเริ่มควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ได้ลดลง
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เพราะร่างกายเริ่มกำจัดของเสียได้ไม่ดีเท่าเดิม
  • ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ โดยเฉพาะตอนกลางคืน เพราะความสามารถในการควบคุมสมดุลน้ำของไตเริ่มลดลง

ในระยะนี้ หากเริ่มรักษาและควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อย่างเหมาะสม ยังสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไตและลดความเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังได้

  • เบาหวานลงไต : ไตเสื่อมมากขึ้น

การทำงานของไตลดลงอย่างชัดเจน ร่างกายเริ่มขับของเสียและควบคุมสมดุลน้ำได้ไม่ดี ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการเด่น ได้แก่

  • บวมที่เท้า ขา หรือใบหน้า จากการคั่งของน้ำและเกลือในร่างกาย
  • อ่อนเพลียง่าย เนื่องจากของเสียสะสมและอาจมีภาวะโลหิตจางร่วมด้วย
  • เบื่ออาหาร เพราะระบบเผาผลาญและสมดุลในร่างกายเริ่มผิดปกติ
  • คลื่นไส้ เกิดจากของเสียคั่งในเลือดมากขึ้น
  • คันตามตัว มักสัมพันธ์กับการสะสมของเสียในร่างกาย
  • ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก เพราะไตสูญเสียความสามารถในการควบคุมสมดุลต่างๆ

เบาหวานลงไตระยะที่ 4 ถือเป็นช่วงที่ไตเสื่อมค่อนข้างมาก ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ รวมถึงอาจต้องปรับยาและควบคุมอาหารเฉพาะทาง เพื่อชะลอการเสื่อมของไตและลดโอกาสเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายเร็วเกินไป

  • เบาหวานลงไต : ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

เป็นระยะที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรุนแรง จนไม่สามารถกรองของเสียและรักษาสมดุลของร่างกายได้เพียงพอ ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรง เช่น

  • เหนื่อยง่ายมาก ร่างกายอ่อนล้าจากภาวะไตวายและโลหิตจาง
  • หายใจลำบาก อาจเกิดจากภาวะน้ำคั่งในปอด
  • บวมทั่วตัว เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้
  • คลื่นไส้ อาเจียนเรื้อรัง ของเสียสะสมในเลือดจนส่งผลต่อระบบต่างๆ
  • ปัสสาวะน้อยลงอย่างชัดเจน สะท้อนว่าไตทำงานลดลงอย่างมาก

เบาหวานลงไตระยะที่ 5 ถือเป็นระยะรุนแรง ผู้ป่วยมักจำเป็นต้องได้รับการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตเพื่อทดแทนการทำงานของไต รวมถึงต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ ?

ผู้ป่วยเบาหวานควรรีบพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะเป็นฟอง บวมที่เท้าหรือใบหน้า ความดันโลหิตสูง เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ หรือคลื่นไส้ เบื่ออาหารเรื้อรัง เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะเบาหวานลงไต นอกจากนี้ แม้ยังไม่มีอาการ ก็ควรตรวจการทำงานของไตและตรวจปัสสาวะเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

รู้ทันสาเหตุ เบาหวานลงไต เกิดจากอะไร ?

สาเหตุหลักของเบาหวานลงไต เกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กภายในไตเสื่อมและเสียหาย ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการกรองของเสียลดลง รวมถึงเกิดโปรตีนรั่วออกมากับปัสสาวะมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่เพิ่มความเสี่ยงให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น ได้แก่

  • ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี ทำให้ไตต้องทำงานหนักต่อเนื่อง และเร่งการเสื่อมของหลอดเลือดภายในไต
  • มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย จึงยิ่งเพิ่มแรงดันหลอดเลือดในไต ส่งผลให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นกว่าปกติ
  • ไขมันในเลือดสูง เพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดผิดปกติ และส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงไต
  • สูบบุหรี่ ทำให้หลอดเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงไตลดลง และเพิ่มความเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง
  • รับประทานอาหารเค็มจัดหรือหวานจัดเป็นประจำ ทำให้ควบคุมทั้งระดับน้ำตาลและความดันโลหิตได้ยากขึ้น
  • น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน สัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานที่รุนแรงขึ้น
  • ใช้ยาแก้ปวดบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น กลุ่ม NSAIDs ซึ่งอาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดในไต และเพิ่มความเสี่ยงไตเสื่อม โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และดูแลพฤติกรรมสุขภาพอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเบาหวานลงไตและชะลอการเสื่อมของไตได้ในระยะยาว

 

วิธีรักษาเบาหวานลงไต ชะลอความเสื่อมยังไงไม่ให้ถึงขั้นฟอกไต ?

การรักษาเบาหวานลงไต มีเป้าหมายเพื่อชะลอการเสื่อมของไต ลดภาวะแทรกซ้อน และป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังหรือจำเป็นต้องฟอกไต โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางรักษาตามระยะของโรคและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนี้

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ถือเป็นหัวใจสำคัญในการชะลอไตเสื่อม เพราะหากน้ำตาลสูงต่อเนื่อง จะยิ่งทำให้หลอดเลือดในไตเสียหายมากขึ้น โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้ยารักษาเบาหวานที่ช่วยลดความเสี่ยงไตเสื่อมร่วมด้วย
  • ควบคุมความดันโลหิต ผู้ป่วยเบาหวานลงไตที่มีความดันโลหิตสูง ควรควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อลดภาระการทำงานของไตและลดความเสี่ยงไตเสื่อมเร็วขึ้น
  • ปรับพฤติกรรมการกิน การเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม จะช่วยลดภาระการทำงานของไต เช่น ลดอาหารเค็มและโซเดียมสูง ควบคุมปริมาณน้ำตาล ลดอาหารไขมันสูง และรับประทานโปรตีนในปริมาณเหมาะสมตามคำแนะนำแพทย์ 
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายไต เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือใช้ยาแก้ปวดบางชนิด เช่น กลุ่ม NSAIDs ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น
  • ตรวจติดตามการทำงานของไตสม่ำเสมอ ผู้ป่วยควรตรวจการทำงานของไต ตรวจปัสสาวะ และติดตามระดับน้ำตาลกับความดันโลหิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินการดำเนินโรคและปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม
  • ฟอกไตในกรณีไตวายระยะรุนแรง หากไตเสื่อมจนเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต เพื่อทดแทนการทำงานของไตและช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย

เบาหวานลงไต เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรก หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลและความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง อาจทำให้ไตเสื่อมจนเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังและจำเป็นต้องฟอกไตได้ การสังเกตอาการผิดปกติ ตรวจการทำงานของไตสม่ำเสมอ และควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยชะลอการเสื่อมของไต ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดูแลคุณภาพชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต

เวลาทำการ 07:00-19:00 น. โทร.02-079-0070 

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
นพ.ชาญวัฒน์
ชวนตันติกมล
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม (โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ)

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
13 วิธีดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในยุค COVID-19

เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อ covid-19 โดยโรคเบาหวานนั้นจะทำให้ติดเชื้อ covid -19 ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป และหากติดเชื้อแล้วจะมีผลทำให้เกิดพาวะแทรกซ้อนมากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
เป็นเบาหวานตั้งครรภ์ได้ไหม ?

เพราะการสร้างครอบครัวคือหนึ่งในความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานคงกังวลไม่น้อยว่าจะมีลูกได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า เรามาฟังคำตอบกันที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
สายกินต้องระวัง โรคอันตรายจากไขมันที่ต้องรู้ !

สายกินต้องระวัง! อาหารไขมันสูง ของทอดแสนอร่อยที่แฝงไปด้วยโรคไขมันตัวร้าย มาดูความลับทั้งประโยชน์และโทษของไขมัน ที่บั่นทอนสุขภาพคุณจนอาจเป็นโรคร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
น้ำหนักไม่ลง ทำอย่างไร? เช็ก 7 สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณกำลังลดความอ้วนผิดวิธี

น้ำหนักไม่ลงทำไงดี? ชวนคุณเช็ก 7 สัญญาณเตือนคุมน้ำหนักผิดวิธี ที่อาจทำให้คุณเสี่ยงระบบเผาผลาญพังโดยไม่รู้ตัว พร้อมแนวทางการดูแลน้ำหนักอย่างมั่นใจได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม