ท้องผูก ไม่ใช่แค่เรื่องถ่ายไม่ออก! เช็กอาการพร้อมวิธีแก้ให้ขับถ่ายสบายเหมือนเดิม

16 มี.ค. 66  | ทางเดินอาหารและตับ
แชร์บทความ      
แชร์บทความ      

อาการ “ท้องผูก”

“ท้องผูก” ปวดท้อง ปัญหาการถ่ายที่ไม่ใช่เพียงแค่… ถ่ายไม่ออก!

ใครกำลังมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายหนัก โดยเฉพาะอาการท้องผูกอยู่บ้าง ? เราเชื่อว่าหลายคนคงจะยกมือขึ้นรัวๆ พร้อมกันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวออฟฟิศวัยทำงานที่พกความเครียดติดตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจริงๆ ปัญหา “ท้องผูก” ฟังๆ ดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่สามารถสร้างความลำบากและรบกวนการใช้ชีวิตไม่น้อย ที่สำคัญการปล่อยให้อาการท้องผูกอยู่กับเราไปนาน ๆ จนต่อยอดเป็น “ท้องผูกเรื้อรัง” อาจกลายเป็นช่องทางที่นำไปสู่โรคอันตรายอื่นๆ ที่ต้องอาศัยการรักษาที่ซับซ้อนกันเลยทีเดียว

ท้องผูกคืออะไร อาการแบบไหนถือว่าขับถ่ายผิดปกติ อาการท้องผูกและภาวะขับถ่ายยากไม่ใช่เพียงแค่การไม่ถ่ายหลายวัน แต่รวมถึงการถ่ายไม่ออก ถ่ายไม่สุด ต้องใช้แรงเบ่งมากและใช้เวลานาน วิธีแก้ท้องผูกเบื้องต้นทำได้โดยการปรับพฤติกรรม เช่น เพิ่มกากใยอาหาร ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา แต่หากเป็นเรื้อรังควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เช่น ตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก และรักษาด้วยวิธีไบโอฟีดแบ็ก (Biofeedback) โดยไม่ต้องพึ่งยา

อาการ “ท้องผูก” ไม่ใช่เพียงแค่ถ่ายไม่ออกเท่านั้น

เรื่องของท้องผูก หลายคนอาจมีคำถามที่สงสัยมานานว่าจริงๆ แล้วต้องไม่ถ่ายนานกี่วันถึงจะเรียกว่าท้องผูก อุจจาระสัปดาห์ละ 2 ครั้ง นับเป็นอาการท้องผูกไหม หรืออุจจาระแข็ง ต้องออกแรงเบ่ง แบบนี้เรียกว่าท้องผูกได้หรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วการขับถ่ายเป็นอะไรที่มากกว่าแค่การไม่ถ่ายหรือถ่ายไม่ออก ไม่จำเป็นต้องขับถ่ายทุกวัน เพียงแต่ต้องขับถ่ายได้ง่าย ไม่ต้องใช้แรงเยอะและไม่ใช้เวลานาน โดยเราสามารถสังเกตอาการท้องผูกแบบปกติและแบบเรื้อรังได้ ดังนี้

เช็กให้ชัวร์! อาการ “ท้องผูกปกติ” VS “ท้องผูกเรื้อรัง” ต่างกันอย่างไร?

                                                                                   

ลักษณะ

ท้องผูกทั่วไป (ระยะสั้น)

ท้องผูกเรื้อรัง

ความถี่ในการถ่าย
 

ถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นบางช่ว

 

ถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อกันเป็นเวลานาน


ลักษณะอุจจาระและการขับถ่าย
 

อุจจาระแข็งเป็นบางครั้ง 

ใช้เวลาเบ่งนานเป็นบางครั้ง

 

อุจจาระแข็งแห้ง เป็นเม็ดเล็กๆ ถ่ายยาก และต้องออกแรงเบ่งมากทุกครั้ง


ความรู้สึกหลังขับถ่าย

ถ่ายเสร็จแล้วรู้สึกโล่ง สบายท้อง

รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือถ่ายไม่หมด 

ต้องเข้าห้องน้ำหลายรอบในหนึ่งวัน


สาเหตุเบื้องต้น

เกิดจากพฤติกรรมการกิน 

ดื่มน้ำน้อย หรือความเครียดชั่วคราว

 

อาจเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ลำไส้บีบตัวช้า  หรือโรคทางระบบประสาท/ต่อมไร้ท่อ

 
 

อาการท้องผูกแบบไหน... ที่ควรไปพบแพทย์ด่วน?

หากปล่อยอาการท้องผูกเรื้อรังไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอันตราย เช่น ริดสีดวงทวาร ลำไส้เป็นแผล หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอย่างลำไส้อุดตันและมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยหากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยควรรีบพบแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุให้ชัดเจน

  • มีเลือดปนมากับอุจจาระ หรืออุจจาระมีสีดำคล้ายยางมะตอย
  • น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการปวดท้องรุนแรงเป็นระยะๆ หรือคลำพบก้อนบริเวณหน้าท้อง
  • อาการท้องผูกเกิดขึ้นกะทันหันในผู้สูงอายุ หรือกินยาระบายแล้วอาการไม่ดีขึ้น

ชวนสังเกต สาเหตุที่ทำให้ท้องผูก เกิดจากอะไรได้บ้าง

ปัญหาท้องผูกนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ แน่นอนว่าการรับประทานอาหารที่มีสัดส่วนของกากใยน้อย ดื่มน้ำน้อย หรือกลั้นอุจจาระเป็นประจำ ความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกาย โรคทางระบบประสาทหรือทางสมองเช่นโรคพาร์กินสัน หรือ หลอดเลือดสมองตีบ โรคต่อมไร้ท่อบางชนิด เช่น ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ หรือ โรคเบาหวาน และยาบางชนิดเช่นยารักษาความดันโลหิต ยารักษาพาร์กินสัน และ ยาแก้ปวดบางชนิด เป็นสาเหตุเบื้องต้นที่ทำเริ่มเกิดอาการท้องผูกได้ อย่างไรก็ดีในหากมีภาวะท้องผูกเรื้อรัง ยังต้องคำนึงถึงสาเหตุหลักเหล่านี้ประกอบกัน เพื่อรักษาให้ตรงสาเหตุ

ปัญหาการทำงานของลำไส้

ปัญหาการทำงานของลำไส้ เป็นปัญหาจากระบบการทำงานของลำไส้เองที่ทำให้ร่างกายเกิดปัญหาท้องผูก โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นปัญหาต่างๆดังนี้

  • กล้ามเนื้อที่ใช้ในการขับถ่ายทำงานไม่สัมพันธ์กัน ปัญหานี้เกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดไม่คลายเมื่อเบ่งอุจจาระ และอาจพบร่วมกับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเบ่งทำงานไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ถ่ายไม่ออก ทั้งยังต้องใช้ทั้งแรงเบ่งและเวลาในการขับถ่ายที่นานมากกว่าปกติ
  • การรับรู้ความรู้สึกของลำไส้ส่วนปลายมีความผิดปกติไป ปกติเมื่ออุจจาระปริทาณที่เหมาะสมลงมาถึงลำไส้ส่วนปลาย จะมีการส่งสัญญาณไปถึงสมองเพื่อกระตุ้นให้มีการเกิดการขับถ่าย ความผิดปกติตรงระบบนี้ทำให้เรารู้สึกปวดถ่ายในเวลาที่อุจจาระปริมาณไม่เหมาะสม เช่นรู้สึกเร็วไป หรือช้าไป หรือ ไม่รู้สึกปวดถ่ายเลย ทำให้การขับถ่ายเป็นไปได้อย่างลำบาก
  • ลำไส้ใหญ่บีบตัวช้าหรือเคลื่อนตัวช้า ทำให้การเคลื่อนตัวของอุจจาระลงมาสู่สำใส้ใหญ่ส่วนปลายเป็นไปได้อย่างช้า และทำให้อุจจาระแข็งถ่ายลำบาก หรืออุจจาระแข็งถ่ายออกมาเป็นเม็ดเล็กๆ และรู้สึกไม่หมดได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นอาการท้องผูก ถ่ายไม่ออกอาจเป็นอาการนำหรืออาการแสดงของภาวะอุดกั้นของลำไส้ใหญ่ได้เช่น จากการมีเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ หรือจากการรัดของพังพืดที่เกิดขึ้นจากการอักเสบเรื้อรังหรือภายหลังการผ่าตัดในช่องท้องทำให้ลำไส้มีการตีบแคบลง

ปัญหาท้องผูกเรื้อรังนั้นต้องรักษาที่สาเหตุ และเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเริ่มมีการขับถ่ายที่ผิดปกติไปจากเดิม เราต้องสังเกตอาการและรีบหาสาเหตุ เพราะหากปล่อยไว้จนเกิดท้องผูกเรื้อรัง นั่นอาจกลายเป็นช่องทางสู่โรคอันตรายอื่นๆ อย่างริดสีดวง ลำไส้เป็นแผล และภาวะท้องผูกเองยังเป็นอาการนำหรืออาการที่บ่งชี้ถึงภาวะลำไส้อุดตัน หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ท้องผูก เป็นแล้วหายได้

“ท้องผูก” เป็นแล้วหายได้ แค่ต้องแก้ให้ถูกวิธี

หลายคนพบว่าตัวเองมีปัญหาในการขับถ่าย ท้องผูก ถ่ายไม่ออก ก็จะเริ่มตั้งคำถามว่าท้องผูกกินอะไรดี หรือท้องผูกทำไงดี แน่นอนว่าเราสามารถเริ่มต้นแก้ไขพฤติกรรมและดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากปัญหาท้องผูกได้ง่ายๆ ดังนี้

  • รับประทานผัก ผลไม้มีกากใย อย่างที่เรารู้กันดีว่าการรับประทานผักหรือผลไม้ที่มีกากใยสูง จะช่วยอุ้มน้ำและรวมกลุ่มก้อนของเสีย ช่วยให้ร่างกายขับเคลื่อนของเสียหลังการดูดซึมสารอาหารออกมาได้ง่ายขึ้น (9 ผลไม้ช่วยขับถ่าย กากใยสูง แก้ท้องผูก เป็นมิตรต่อลำไส้!)
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมนอกจากจะดีต่อร่างกายแล้ว ยังดีต่อการขับถ่ายอีกด้วย เพราะน้ำจะช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่ม และถ่ายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องเผาผลาญเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ภายหลังการออกกำลังกาย ทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
  • ฝึกหัดขับถ่ายเป็นเวลา การแก้ปัญหาท้องผูกข้อนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน การจัดตารางเวลาเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลาจะช่วยให้ร่างกายมีการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น รวมไปถึงไม่นำอุปกรณ์ต่างๆ เข่นมือถือ หรือ หนังสือ หรือทำสิ่งอื่นใดขณะทำการขับถ่าย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขับถ่ายให้ดีขึ้นได้นั่นเอง
  • หากมีปัญหาท้องผูกเรื้อรังควรเข้ารับการตรวจเพื่อสืบค้นสาเหตุ เพื่อรักษาภาวะท้องผูกเรื้อรังตามเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการ

ที่วิมุตเราเข้าใจทุกการเปลี่ยนแปลง และพร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจกับทุกโรคภัยและความเจ็บป่วยที่คุณเป็น ที่นี่เราเปิดบริการศูนย์เฉพาะทางเรื่องท้องผูกและกรดไหลย้อนที่จะเข้ามาช่วยตรวจหาสาเหตุท้องผูกเรื้อรัง เพื่อรักษาให้ตรงจุด ที่ให้บริการตรวจปัญหาทางท้องผูก ดังนี้ ซึ่งมีบริการในโรงพยาบาลวิมุต

  1. High resolution anorectal manometry ซึ่งจะตรวจ 2 ส่วนด้วยกัน โดยตรวจความสัมพันธ์และการทำงานของกล้ามเนื้อในการขับถ่ายและความรู้สึกรับรู้เวลาอุจจาระลงมาในล้ำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (หรือความรู้สึกปวดถ่าย ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนมากที่พบได้ในภาวะท้องผูกเรื้อรังและมีโอกาสสูงที่จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการรักษาที่เรียกว่า Biofeedback therapy
  2. Colonic transit study หรือการตรวจการตัวของอุจจาระในลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะได้ประโยชน์ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะ ลำไส้ใหญ่บีบตัวหรือเคลื่อนตัวช้า (slow transit constipation) 
  3. การส่องกล้อง colonoscopy เป็นการตรวจลําไส้แบบส่องกล้อง ซึ่งจะทำในรายที่สงสัยว่าอาจจะมาจากการอุดกั้น หรืออุดตันของลำไส้ใหญ่ ในผู้ป่วยที่มีประวัติเสี่ยงหรือประวัติครอบครัวที่เป็นมะเร็ง หรือในผู้ป่วยที่มีเลือดออกร่วมมีภาวะซีด ปวดท้อง หรือน้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ ด้วย ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา
  4. ตรวจจุลินทรีย์ทางเดินอาหารและลำไส้ (Gut Microbiome) การตรวจจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นการค้นหาความสมดุล (Balance) และความหลากหลาย (Diversity) ของสายพันธุ์จุลินทรีย์ในลำไส้ว่าเป็นอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอย่างอาการท้องผูก รวมไปถึงระบบการเผาผลาญ หรือระบบภูมิคุ้มกันในบางส่วนที่เกิดขึ้นกับสุขภาพร่างกาย

ท้องผูก อย่าปล่อยให้เรื้อรัง

ตรวจวินิจฉัยต้นตอ "ขับถ่ายยากเรื้อรัง" ให้ตรงจุด

หากลองปรับพฤติกรรมและใช้วิธีแก้ท้องผูกด้วยตัวเองแล้วยังไม่ดีขึ้น การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์จะช่วยค้นหาความผิดปกติที่อาจซุกซ่อนอยู่ ที่วิมุตเราเข้าใจทุกการเปลี่ยนแปลง และพร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจกับทุกโรคภัยและความเจ็บป่วยที่คุณเป็น ที่นี่เราเปิดบริการศูนย์เฉพาะทางเรื่องท้องผูกและกรดไหลย้อนที่จะเข้ามาช่วยตรวจหาสาเหตุท้องผูกเรื้อรัง เพื่อรักษาให้ตรงจุด ที่ให้บริการตรวจปัญหาทางท้องผูก ดังนี้ ซึ่งมีบริการในโรงพยาบาลวิมุต

  1. การตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก (High resolution anorectal manometry) ซึ่งจะตรวจ 2 ส่วนด้วยกัน โดยตรวจความสัมพันธ์และการทำงานของกล้ามเนื้อในการขับถ่ายและความรู้สึกรับรู้เวลาอุจจาระลงมาในล้ำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
  2. การตรวจการเคลื่อนตัวของอุจจาระในลำไส้ใหญ่ (Colonic transit study) มีประโยชน์ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะ ลำไส้ใหญ่บีบตัวหรือเคลื่อนตัวช้า (slow transit constipation) 
  3. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นการตรวจลําไส้แบบส่องกล้อง ซึ่งจะทำในรายที่สงสัยว่าอาจจะมาจากการอุดกั้น หรืออุดตันของลำไส้ใหญ่ ในผู้ป่วยที่มีประวัติเสี่ยงหรือประวัติครอบครัวที่เป็นมะเร็ง หรือในผู้ป่วยที่มีเลือดออกร่วมมีภาวะซีด ปวดท้อง หรือน้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ ด้วย ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา
  4. ตรวจจุลินทรีย์ทางเดินอาหารและลำไส้ (Gut Microbiome) การตรวจจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นการค้นหาความสมดุล (Balance) และความหลากหลาย (Diversity) ของสายพันธุ์จุลินทรีย์ในลำไส้ว่าเป็นอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอย่างอาการท้องผูก รวมไปถึงระบบการเผาผลาญ หรือระบบภูมิคุ้มกันในบางส่วนที่เกิดขึ้นกับสุขภาพร่างกาย

ทางออกใหม่! รักษาท้องผูกเรื้อรังด้วยไบโอฟีดแบ็ก (Biofeedback) วิธีรักษาแบบไม่พึ่งยา

สำหรับผู้ที่มีปัญหาขับถ่ายยากจากความผิดปกติของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหรือกล้ามเนื้อหูรูดทำงานไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่พบได้ในภาวะท้องผูกเรื้อรัง ปัจจุบันไม่ต้องทนพึ่งยาระบายหรือการสวนอุจจาระอีกต่อไป

การรักษาด้วย Biofeedback Therapy (ไบโอฟีดแบ็ก) เป็นวิธีทางการแพทย์ที่ช่วยฝึกระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ใช้ในการขับถ่ายให้กลับมาทำงานประสานกันได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัวได้เองขณะเบ่งโดยไม่ต้องใช้ยา และมีโอกาสสูงที่จะสามารถรักษาอาการท้องผูกเรื้อรังให้หายขาดได้

 

 

 

การขับถ่ายอาจดูเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อนแต่ปัญหาท้องผูกเรื้อรังกลับเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก หากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แก้ปัญหาท้องผูกด้วยตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น การตรวจเพื่อหาสาเหตุ และ การรักษาที่ตรงกับสาเหตุสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังที่กวนใจมาเป็นเวลานานและ ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของเราได้ ท้องผูกไม่ได้เท่ากับยาระบายหรือ การ Detox เสมอไป สามารถปรึกษาเพื่อรับคำแนะนำทั้งในเรื่องของโรค การปฏิบัติตัว หรือตรวจและรักษาตามสาเหตุได้ที่แผนกทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่
ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต
เวลา 08:00-20:00 น. โทร. 0-2079-0054  
หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
นพ. กุลเทพ รัตนโกวิท อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
พญ.สาวินี
จิริยะสิน
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร
Card Image
นพ.กุลเทพ
รัตนโกวิท
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
ภาวะไขมันพอกตับ รู้ตัวช้า เสี่ยงอันตรายหลายโรค

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ ที่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน จนเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ หนทางรักษาที่ดีที่สุดคือการลดน้ำหนักและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการแบบไหนต้องระวัง รีบเช็กด่วน!

ท้องผูก ถ่ายมีเลือดปน อุจจาระลีบเล็กลง นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้! เจาะลึกสาเหตุ อาการเตือนของมะเร็งลำไส้ ที่หากรู้ตัวเร็ว เจอเร็ว รักษาหายขาดได้

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
ปวดท้องบิด ปวดเกร็งเป็นพักๆ เสี่ยง ลำไส้แปรปรวน

มีอาการปวดท้องบิด ปวดท้องบิดตรงกลาง เป็น ๆ หาย ๆ เกิดจากอะไร? สัญญาณเตือนโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) รู้ทันสาเหตุและวิธีดูแลระบบทางเดินอาหารที่ รพ.วิมุต

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
แสบร้อนกลางอก เร่อเปรี้ยว สัญญาณเตือนของกรดไหลย้อนที่พบบ่อย

กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่ทำให้แสบกลางอก เรอเปรี้ยว หรือแน่นอก โดยมักเป็นมากขึ้นในเวลากลางคืน เรียนรู้สาเหตุ วิธีแก้เบื้องต้น และเมื่อไรควรเข้ารับการตรวจระบบทางเดินอาหาร

อ่านเพิ่มเติม