เช็กสัญญาณอันตรายโรคเมตาบอลิก ที่คนอ้วนลงพุงต้องระวัง!

07 ก.ค. 69  | ศูนย์เมตาบอลิซึมและต่อมไร้ท่อ
แชร์บทความ      
แชร์บทความ      

เวลาไปตรวจสุขภาพประจำปี แล้วคุณหมอบอกว่า ‘มีภาวะอ้วนลงพุงแล้วนะ แถมค่าไขมัน น้ำตาลในเลือด หรือความดันปริ่มๆ กว่าเกณฑ์มาตรฐาน…’ ฟังๆ ดูก็เหมือนจะยังสุขภาพดี แต่บอกก่อนว่าอย่าเพิ่งชะล่าใจและคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะนี่คือสัญญาณเตือนของภัยเงียบที่เรียกว่า "ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม หรือโรคเมตาบอลิก" ซึ่งเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่เกิดจากความอ้วนและพร้อมจะพัฒนาไปเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคเรื้อรังได้ในอนาคต!

ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม หรือโรคเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) คือ กลุ่มความผิดปกติของระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย ที่มีต้นเหตุสำคัญมาจากภาวะอ้วนลงพุงและภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนหลายโรคพร้อมกัน ทั้งน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ หากปล่อยไว้ไม่รักษาสามารถลุกลามเป็นโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจได้ แต่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการลดน้ำหนักและปรับพฤติกรรม

เจาะสาเหตุภาวะเมตาบอลิกซินโดรม หรือโรคเมตาบอลิกเกิดจากปัจจัยใดบ้าง?

ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ที่ทำให้เราลงพุง คือตัวการหลักที่ปล่อยสารอักเสบเข้าสู่กระแสเลือด จนทำให้เซลล์ดื้ออินซูลินและระบบเผาผลาญรวน แต่ทั้งนี้สาเหตุโรคเมตาบอลิกยังถูกกระตุ้นจากปัจจัยรอบตัวได้อีก ดังนี้

  • ปัจจัยภายนอก (พฤติกรรมการใช้ชีวิต) 
    • การบริโภคอาหารที่ผิดสุขลักษณะ กินอาหารที่มีรสหวานจัด มันจัด แป้งขัดขาวสูง และขาดกากใยอาหาร ทำให้ร่างกายสะสมไขมันส่วนเกินอย่างรวดเร็ว
    • พฤติกรรมเนือยนิ่ง ขาดการออกกำลังกาย นั่งทำงานติดโต๊ะเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายไม่ได้ดึงพลังงานไปใช้
    • ความเครียดสะสม และพักผ่อนน้อย กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งจะไปรบกวนการทำงานของอินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
  • ปัจจัยภายใน (ร่างกายและพันธุกรรม)
    • ภาวะดื้ออินซูลิน ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ตามปกติ ทำให้ทั้งน้ำตาลและอินซูลินตกค้างในเลือดสูง
    • พันธุกรรมและอายุ ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน หรือโรคอ้วน จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น รวมถึงอายุที่มากขึ้น (โดยเฉพาะวัยหมดประจำเดือน) ระบบเผาผลาญจะเสื่อมถอยลงตามธรรมชาติ

ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม หรือโรคเมตาบอลิก อาการเป็นอย่างไร? ทำไมถึงเป็นภัยเงียบ

ความน่ากลัวของโรคนี้คือ มักจะไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจนในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยมักใช้ชีวิตได้ตามปกติแต่กลไกภายในร่างกายกำลังถูกทำลายอย่างช้าๆ โดยแพทย์จะวินิจฉัยอาการของโรคเมตาบอลิกได้จากเกณฑ์ความผิดปกติ 5 อย่างนี้ ซึ่งหากพบว่ามีอาการเข้าข่าย 3 ใน 5 ข้อขึ้นไป จะถือว่ามีภาวะนี้ทันที

      
เกณฑ์การประเมินเบื้องต้น ระดับที่เข้าข่ายความเสี่ยง (โรคเมตาบอลิก)
1. ความยาวรอบเอว (อ้วนลงพุง) ชาย ≥ 90 ซม. (36 นิ้ว) / หญิง ≥ 80 ซม. (32 นิ้ว)
2. ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) ≥ 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (หรือกินยาคุมน้ำตาลอยู่)
3. ความดันโลหิต ≥ 130/85 มิลลิเมตรปรอท (หรือกินยาลดความดันอยู่)
4. ไตรกลีเซอไรด์ (ไขมันตัวร้าย) ≥ 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (หรือกินยาลดไขมันอยู่)
5. คอเลสเตอรอล HDL (ไขมันดี) ชาย < 40 มก./ดล. / หญิง < 50 มก./ดล.

สัญญาณเตือน! เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ ?

หากคุณสงสัยว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนลุกลามกลายเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ ควรรีบมาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันทีหากมีสัญญาณ ดังนี้

  • วัดรอบเอวด้วยตัวเองแล้วพบว่าเกินมาตรฐาน (ชายเกิน 36 นิ้ว / หญิงเกิน 32 นิ้ว)
  • เริ่มมีอาการเตือนของเบาหวานแฝง เช่น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน หรืออ่อนเพลียง่ายหลังมื้ออาหาร
  • สังเกตเห็นรอยปื้นสีดำคล้ายขี้ไคล บริเวณรอบคอหรือรักแร้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะดื้ออินซูลิน

แนวทางการรักษาภาวะเมตาบอลิกซินโดรม หรือโรคเมตาบอลิก

เป้าหมายสูงสุดของการรักษาคือ การหยุดยั้งไม่ให้โรคพัฒนาไปเป็นเบาหวานและหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยแพทย์จะประเมินการรักษาตามระดับความรุนแรงของผลเลือด ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (ผลเลือดยังไม่เกินเกณฑ์มาก)

ให้รักษาด้วยการปรับพฤติกรรม แพทย์จะแนะนำให้ลดน้ำหนักตัวลง 5-10% ด้วยการคุมอาหาร (ลดหวาน/มัน/เค็ม) และออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที/วัน (5 วัน/สัปดาห์)

  • ระยะปานกลาง (ผลเลือดเข้าเกณฑ์อันตราย แต่ยังไม่วิกฤต)

ให้รักษาด้วยการใช้ยาควบคุมร่วมด้วย แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาลดความดัน ยาลดไขมันในเลือด หรือยาควบคุมระดับน้ำตาล เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน

  • ระยะรุนแรง (มีค่าดัชนีมวลกาย BMI สูง เข้าข่ายโรคอ้วน)

ให้รักษาด้วยโปรแกรมลดน้ำหนักทางการแพทย์ โดยแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิกอาจพิจารณาใช้นวัตกรรมอย่างปากกาลดน้ำหนัก (GLP-1) เพื่อช่วยควบคุมความหิวและปรับสมดุลฮอร์โมน หรือในรายที่อ้วนรุนแรงอาจต้องพิจารณาการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเมตาบอลิก

Q: ผอมแต่มีพุง (Skinny Fat) เสี่ยงเป็นโรคเมตาบอลิกไหม? 

A: เสี่ยงได้ เพราะไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ที่ดันให้พุงป่องออกมา เป็นไขมันชนิดอันตรายที่กระตุ้นให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินได้โดยตรง แม้น้ำหนักตัวโดยรวมหรือแขนขาจะดูเล็กก็ตาม

Q: โรคเมตาบอลิก สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่? 

A: สามารถทำให้โรคสงบและกลับมาเป็นปกติได้ หากผู้ป่วยสามารถลดน้ำหนักตัวและปรับพฤติกรรมการกินได้อย่างต่อเนื่องจนไขมันช่องท้องลดลง ค่าผลเลือดและรอบเอวก็จะกลับมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอีกครั้ง

Q: ตรวจสุขภาพอย่างไร ถึงจะคัดกรองโรคนี้ได้แม่นยำ? 

A: สามารถทราบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปีทั่วไป โดยแพทย์จะประเมินจากการวัดรอบเอว ร่วมกับการเจาะเลือดดูระดับน้ำตาลหลังงดอาหาร (FBS), ค่าไขมันไตรกลีเซอไรด์, ค่าไขมันดี (HDL) และการวัดความดันโลหิต

อย่าปล่อยให้พุงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้าย! ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม หรือโรคเมตาบอลิกไม่ใช่คำตัดสินว่าคุณต้องป่วยเสมอไป แต่มันคือสัญญาณเตือนให้หันมาดูแลตัวเองและปรับพฤติกรรมเพื่อกู้ระบบเผาผลาญคืนมา หากเริ่มกังวลเรื่องรอบเอว หรือผลตรวจสุขภาพที่เข้าข่ายความเสี่ยง สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาลวิมุต ที่นี่เราพร้อมดูแลและให้คำแนะนำอย่างเข้าใจ เดินทางง่าย สะดวกสบาย ใกล้ BTS สะพานควาย มาเช็กสุขภาพให้ชัวร์ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คุณมีร่างกายที่แข็งแรงในระยะยาว

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 

ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต 

เวลาทำการ 07:00-19:00 น. โทร. 0-2079-0070 

หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือบริการปรึกษาหมอออนไลน์

ทุกปัญหาสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางออนไลน์ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจ

ผู้เขียน
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม (โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ)

แนะนำแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
นพ.ชาญวัฒน์
ชวนตันติกมล
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม

เรื่องสุขภาพน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง

Card Image
13 วิธีดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในยุค COVID-19

เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อ covid-19 โดยโรคเบาหวานนั้นจะทำให้ติดเชื้อ covid -19 ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป และหากติดเชื้อแล้วจะมีผลทำให้เกิดพาวะแทรกซ้อนมากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
เป็นเบาหวานตั้งครรภ์ได้ไหม ?

เพราะการสร้างครอบครัวคือหนึ่งในความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานคงกังวลไม่น้อยว่าจะมีลูกได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า เรามาฟังคำตอบกันที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
สายกินต้องระวัง โรคอันตรายจากไขมันที่ต้องรู้ !

สายกินต้องระวัง! อาหารไขมันสูง ของทอดแสนอร่อยที่แฝงไปด้วยโรคไขมันตัวร้าย มาดูความลับทั้งประโยชน์และโทษของไขมัน ที่บั่นทอนสุขภาพคุณจนอาจเป็นโรคร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด

อ่านเพิ่มเติม
Card Image
น้ำหนักไม่ลง ทำอย่างไร? เช็ก 7 สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณกำลังลดความอ้วนผิดวิธี

น้ำหนักไม่ลงทำไงดี? ชวนคุณเช็ก 7 สัญญาณเตือนคุมน้ำหนักผิดวิธี ที่อาจทำให้คุณเสี่ยงระบบเผาผลาญพังโดยไม่รู้ตัว พร้อมแนวทางการดูแลน้ำหนักอย่างมั่นใจได้ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม